เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

แบงก์กำไรพุ่งถ้วนหน้า วิกฤต ‘รัสเซีย-ยูเครน’ กระทบทางอ้อม

23 เม.ย. 2565 | 09:47น.
กราฟพุ่ง การเงิน แบงก์

กราฟพุ่ง การเงิน แบงก์

ตั้งแต่ปีที่แล้ว ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทำกำไรกันได้ดีขึ้น เรียกได้ว่า ฟื้นตัวจากโควิด-19 ได้ค่อนข้างเร็ว แม้ว่าจะมีภาระต้องดูแลปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้าจำนวนมากก็ตาม ขณะที่ผลประกอบการล่าสุด งวดไตรมาส 1/2565 ก็พบว่า แบงก์ทำผลงานกันได้ดี

10 แบงก์ โกยกำไร 5.3 หมื่นล้าน

โดยภาพรวม 10 แบงก์ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ธนาคารทิสโก้ (TISCO)

และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (L H Bank) มีกำไรสุทธิรวมกันที่ 53,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.49% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) และ เพิ่มขึ้น 22.77% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QOQ) ซึ่งพบว่า ทุกแบงก์มีกำไรเพิ่มขึ้น มีเพียง L H Bank ที่กำไรลดลง (ดูตาราง)

ทั้งนี้ แบงก์ขนาดใหญ่ที่ทำกำไรได้ดีในไตรมาสนี้ คือ กรุงไทย ที่กำไรโตขึ้น 57.40%YOY และโต 77.59%QOQ โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 8,780 ล้านบาท แต่แบงก์ที่มีกำไรสูงสุด คือ กสิกรไทย อยู่ที่ 11,211 ล้านบาท รองลงมาไทยพาณิชย์ 10,193 ล้านบาท ส่วนแบงก์กรุงเทพมีกำไร 7,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.82%YOY และเพิ่มขึ้น 12.66%QOQ

ตั้งสำรองลดลง-หนี้เสียทรงตัว

เมื่อไปดูการตั้งสำรองหนี้เสีย พบว่า 10 แบงก์ มีการตั้งสำรองรวมกันที่ 43,660 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ตั้งไป 49,418 ล้านบาท โดยทุกแบงก์ไม่มีแบงก์ไหนตั้งสำรองเกิน 10,000 ล้านบาท

อย่างเช่น กรุงไทยตั้งสำรอง 5,470 ล้านบาท ลดลง 33.56% ไทยพาณิชย์ตั้งสำรอง 8,750 ล้านบาท ลดลง 26.80% กรุงเทพตั้งสำรอง 6,489 ล้านบาท ลดลง 20.16% กรุงศรีตั้งสำรอง 6,783 ล้านบาท ลดลง 16.55% ทีทีบีตั้งสำรอง 4,808 ล้านบาท ลดลง 4.17% ส่วนกสิกรไทยตั้งสำรอง 9,336 ล้านบาท ลดลง 2.55%

ด้านสถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) พบว่าเกือบทุกแบงก์สถานการณ์เอ็นพีแอลค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยภาพรวมเอ็นพีแอลของ 10 แบงก์อยู่ที่ 538,002 ล้านบาท ลดลง 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 538,117 ล้านบาท

โตระมัดระวัง-บริหารหนี้เชิงรุก

“กาญจนา โชคไพศาลศิลป์”ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยกล่าวว่า การเติบโตของกำไรสุทธิของแบงก์ เป็นผลมาจากการตั้งสำรองที่ลดลง และการลดลงของค่าใช้จ่าย ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิทรงตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการชะลอตัวลงจากไตรมาส 4/2564

เนื่องจากการขายกองทุน ประกัน และธุรกิจมั่งคั่ง ที่ชะลอตัวลง ขณะที่เอ็นพีแอลชะลอตัวลงจาก 3.29% เหลือ 3.22% ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารมีการบริหารจัดการหนี้เชิงรุกต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และคาดว่าจะยังให้ความสำคัญในปีนี้

“มองไปข้างหน้าระบบแบงก์ยังคงเติบโตอย่างระมัดระวัง เนื่องจากความเสี่ยงและความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ทำให้เป็นแรงกดดันต่อบรรยากาศการเติบโตและการหารายได้ โดยแบงก์ยังคงจัดการหนี้เชิงรุกต่อเนื่อง”

SMEs เปราะบาง-จับตาต้นทุนพุ่ง

“นริศ สถาผลเดชา” หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) กล่าวว่า ไตรมาสแรกกำไรแบงก์ฟื้นตัว หลัก ๆ มาจาก 2 ประเด็น คือ 1.การตั้งสำรองหนี้ลดลง

โดยลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการพักชำระหนี้ลดลงพอสมควร เหลือแต่กลุ่มเอสเอ็มอี ส่วนลูกค้ารายย่อย กลับมาชำระได้ค่อนข้างปกติแล้ว

และ 2.รายได้ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับดีขึ้น ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการขยายตัวได้ดีมาจากการให้สินเชื่อ และธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (trade finance) ธุรกรรมการป้องกันความเสี่ยงและปริวรรตเงินตรา(FX)

เป็นผลมาจากธุรกิจนำเข้าและส่งออกมีการเติบโตดีขึ้น อย่างไรก็ดี ในส่วนของรายได้กองทุนและการลงทุน ทรงตัว ตามภาวะตลาดที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ตลาดการลงทุนปรับลง

ส่วนในระยะข้างหน้า “นริศ” ประเมินว่าแบงก์ยังมีการเติบโต แต่แบบระมัดระวัง โดยเอสเอ็มอียังคงเป็นกลุ่มที่ต้องดูแล เพราะมีความเปราะบาง เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ และยังคงอยู่ในโครงการช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งการบริหารจัดการปีนี้คงเห็นแบงก์ตัดขายหนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์มากขึ้น

“นริศ” กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง จะเป็นเรื่องต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น จากการวิเคราะห์พบว่า ต้นทุนมีการปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 5% ซึ่งอาจจะกระทบต่อภาคธุรกิจได้

โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี และธุรกิจที่ผลิตสินค้าควบคุม โดยไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ ขณะที่ครัวเรือนจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ยังไม่ได้เติบโตเพิ่ม ซึ่งต้องจับตาความสามารถในการชำระหนี้กลุ่มนี้ ภายใต้ระดับหนี้ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

กำไรแบงก์ปีนี้มีทิศทางที่ดี

ด้าน “ธนภัทร ฉัตรเสถียร” ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ กล่าวว่า ถ้ามองช่วงที่เหลือของปี คาดว่ากำไรแบงก์น่าจะมีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ คงไม่มีความเสี่ยงเท่ากับปีที่แล้ว

เพราะฉะนั้นภาพรวมค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ทั้งปีน่าจะลดลง ส่วนในแง่ของสินเชื่อน่าจะเห็นทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน จากการคาดหวังสถานการณ์เศรษฐกิจดูดีขึ้น แต่ปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การปรับโครงสร้างหนี้ที่อาจจะส่งผลกระทบกับ NIM ส่วนปัจจัยภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน คงไม่ได้กระทบแบงก์โดยตรง แต่จะกระทบทางอ้อมมากกว่า”

แนวโน้มข้างหน้าที่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง คงต้องติดตามว่า แบงก์จะดูแลลูกหนี้ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยังยากลำบากอย่างไรต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กำไรแบงก์ รัสเซีย-ยูเครน