สรท.นัดถกแบงก์ชาติหารือบาทแข็ง 12 ม.ค. ห่วงค่าเงินบาทฉุดการเติบโตส่งออก-GDP
นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า ในวันที่ 12 ม.ค.นี้ ทางคณะผู้บริหาร สรท.นัดหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงทิศทางค่าเงินบาทหลังมีแนวโน้มอาจจะแข็งค่าต่ำกว่า 32 บาท/ดอลลาร์ อันจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตส่งออกทั้งปี ซึ่งในอดีต (2013) เคยลงไปต่ำถึง 28 บาท/ดอลลาร์ ทั้งนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบจึงต้องเร่งรักษาเสถียรภาพ ไม่ให้ผันผวนมากไปกว่านี้
ด้านนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท. กล่าวว่า ปัญหาค่าเงินบาทผันผวนเป็นสิ่งที่เอกชนกังวล เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 61 หากไม่รักษาเสถียรภาพจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างมาก ซึ่ง สรท.ตั้งเป้าส่งออกปีนี้ว่าจะโต 4% หรือมีมูลค่าราว 15.57 ล้านล้านบาท แต่หากเงินบาทที่แข็งค่าลง 1 บาท/ดอลลาร์ จะส่งผลให้รายได้จากการส่งออกหายไป 791,200 ล้านบาท อย่างไรก็ดี แม้การส่งออกจะขยายตัวได้ดี แต่หากเงินบาทแข็งค่ามากไปก็จะไม่เกิดผลดีเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบทั้งห่วงโซ่ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ส่งออกเท่านั้น
สำหรับการส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2560 มีมูลค่า 21,435 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 13.4% (ขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี) เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 704,899 ล้านบาท ขยายตัว 7.2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้การส่งออก 11 เดือนแรก มีมูลค่า 216,953 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 10.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลา เดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่ในรูปเงินบาท การส่งออก 11 เดือนแรก มีมูลค่า 7,365,792 ล้านบาท เติบโต 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลา เดียวกันปีก่อน (YoY)
ทั้งนี้ การเติบของการส่งออกไทยในปัจจุบันได้รับอานิสงส์จาก 1.การขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของโลกและประเทศคู่ค้าหลัก เช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ และ CLMV ที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นและอย่างต่อเนื่อง 2.การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จากตลาด ศักยภาพ เช่น ตลาดเอเชียใต้ ตลาดเครือรัฐเอกราช (CIS) และแอฟริกาใต้ 3.การปรับตัวลักษณะของสินค้าไทยไปสู่ Digitization ตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่อุตสาหกรรมมีความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีการ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มมากขึ้น 4.การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ามันในตลาดโลกส่งผลต่อทิศทางของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับราคาขึ้นในทิศทางเดียวกัน โดยมีปัจจัยบวกที่อาจสนับสนุนการส่งออกในระยะถัดไปคือ 5.การปรับลดภาษีนาเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วนของประเทศจีน และ 6.สหภาพยุโรปมีมติฟื้นสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการเจรจาการค้าเสรี
สำหรับด้านปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการส่งออกไทยที่ต้องเร่งแก้ไข หรือต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย 1.ค่าเงินบาทที่ยังผันผวนไปในทิศทางแข็งค่าค่าอาจจะกระทบส่งออก สวนทางกับการที่เฟดมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.00-1.25% เป็น 1.25- 1.50% 2.มาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรการตอบโต้ของประเทศคู่ค้าสำคัญ 3.ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐอเมริกา เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านภาษี Tax Policy 4.สภาวะทางการเมืองในสหภาพยุโรปโดยเฉพาะในสเปน และผลการเลือกตั้งในอิตาลี 5.สถานการณ์ความไม่แน่นอนในทางการเมืองระหว่างประเทศ 6.ต้นทุนการส่งออกที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจาก 6.1) สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ามันในตะวันออกกลาง 6.2) การเปลี่ยนแปลงกฏระเบียบของภาครัฐ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 (ฉบับแก้ไข) อาจกระทบกับการขาดแคลนแรงงาน 6.3) การ ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่า ส่งผลต่อต้นทุนการผลติ 6.4) โครงการสิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) ของประเทศสหรัฐอเมริกา จะหมดอายุลงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 นี้ และยังไม่มีกำหนดนำเรื่องการเสนอต่ออายุเข้าสภา ดังนั้น หากไม่ได้รับการต่ออายุ นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 การนำสินค้า GSP เข้าประเทศจะต้องมีการชำระภาษีตามอัตราปกติ (MFN Rate) ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้แก่ผู้นำเข้าในประเทศ 7.ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน (FTA ASEAN-China) ที่จะบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2561 ส่งผลให้ สินค้าทยอยปรับลดภาษีตามข้อตกลงที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้มีความกังวลว่าสินค้าจากจีนจะทะลักเข้าไปยัง CLMV และทุ่มตลาดสินค้าไทย