ทำความเข้าใจ Disruption Technology เสริมแกร่งธุรกิจในยุคดิจิทัล แค่รู้จักปรับใช้ก็ไปได้ไกล

‘เก่าไปใหม่มา’ ไม่ได้เป็นคำพูดที่ใช้เปรียบเปรยกับชีวิตผู้คนเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับการพลิกผันของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Disruptive Technology’ เป็นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมรูปแบบใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภค จนสามารถแทนที่ผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีเดิมในตลาดได้สำเร็จ  

บทความก่อนหน้าเราพาไปท่องโลก Disruptive Technology แบบภาพรวม ตั้งแต่แนวทางปรับตัว กลยุทธ์เด็ดช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ ไปถึงทำอย่างไรให้อยู่รอดในยุค Disruptive Technology จนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

และเพื่อให้ผู้อ่านได้ความรู้ครบทุกมิติมากขึ้น ในบทความนี้จึงชวนทุกคนไปคุยกับ ‘ตี้-ศุภพงษ์ กิติวัฒนศักดิ์’ ผู้ก่อตั้ง Muvmi และ ‘แหม่ม-มยุรี อรุณวรานนท์’ CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง GEPP Sa-Ard ตัวแทนสองสตาร์ทอัพรักษ์โลกสัญชาติไทยสาย ESG และ SDGs จาก Portfolio AIS The StartUp ที่เพิ่งบินไปโชว์ศักยภาพบนเวทีระดับโลก Singtel Group Future Maker 2023 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพเกี่ยวกับ การสร้างสรรค์สังคม และตอบโจทย์เรื่องของ ESG business และ SDGs (The Sustainable Development Goals) ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อไม่นานมานี้ มาพูดถึงประเด็น Disruptive Technology ในอุตสาหกรรมสีเขียว Green Industry 

ทำความรู้จัก 2 สตาร์ทอัพสายกรีน 

Muvmi เป็น Eco-mobility Platform ที่สตาร์ทอัพสายรักษ์โลกสร้าง Al Algorithm ขึ้นมาเพื่อคำนวณเส้นทางการเดินรถสาธารณะ เพื่อให้ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด นอกจากนั้นยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าปลอดมลพิษ ซึ่งมีทั้งระบบ private และ ระบบ Ride Sharing ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยรถทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้า 100%

ส่วน GEPP Sa-Ard เป็น Waste Management Platform ที่ประกอบไปด้วย Data Analytics System และ โซลูชั่นส์สำหรับองค์กรทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่ต้องการจัดการขยะตามมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ที่โดยข้อมูลและโซลูชั่นส์จากแพลตฟอร์มจะช่วยองค์กรและภาครัฐเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Cost) และลดการปล่อยคาร์บอนจากการลดการเผาและฝังกลบขยะ (Carbon Reduction Scope 3) และสามารถใช้รายงานที่แฟลตฟอร์มได้จัดทำให้อัตโนมัติในการรายงานผลงานด้านสิ่งแวดล้อมตาม Global Reporting Initiative (GRI) และใช้บทวิเคราะห์จากแพลตฟอร์มในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดการขยะในองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยทางGEPP Sa-Ard มีเป้าหมายลดของเสียที่ฝังกลบและส่งเสริมการจัดการของเสียที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลทั้งในกรุงเทพฯ และประเทศไทย จะเห็นได้ว่าตัวอย่าง Startup สายกรีนนี้มีโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายตัวต่อไปได้และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

Disruptive Technology เทคโนโลยีที่ทำให้โลกเปลี่ยนไป 

Disruptive technology คือ เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมรูปแบบใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจ และพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างรุนแรง จนสามารถแทนที่ผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีเดิมในตลาดได้สำเร็จ ยกตัวอย่าง การมาของ ‘กล้องดิจิทัล’ ที่ทำให้กล้องถ่ายรูปโกดักที่เคยครองมาร์เก็ตแชร์ตลาดกล้องฟิล์มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องล่มสลายลง หรือ การพัฒนา FinTech (Financial Technology) เทคโนโลยีทางการเงินที่สร้างความเปลี่ยนแปลง ให้กับระบบเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการเงินโลก 

ตี้-ศุภพงษ์ ให้นิยาม Disruptive ว่าคือเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่สร้างอิมแพค และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างโดยไม่ได้มาล้มล้างหรือทดแทนสิ่งเก่า แต่เป็นการเกิดสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่มากขึ้นเหมือนกับ Muvmi

“Muvmi ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อทดแทนการเดินรถสาธารณะที่เคยมี แต่เราพยายามสร้างตัวเลือกใหม่เข้าไปเติมเต็ม Ecosystem เก่าให้สมบูรณ์มากขึ้น จากเดิมที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกการเดินทางแค่ รถเมล์ รถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือรถสองแถว ก็มีรถสามล้อไฟฟ้าที่ชื่อว่า Muvmi เพิ่มเข้ามาเพื่อให้ผู้ใช้งานเดินทางได้สะดวกและตอบโจทย์มากขึ้น” ผู้ก่อตั้ง Muvmi แสดงความคิดเห็น

ด้าน แหม่ม-มยุรี เห็นด้วยว่า Disruptive คือการเติมเต็มช่องว่างใน Ecosystem ของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ มากกว่าที่จะมาทดแทนหรือทำให้อะไรบางอย่างหายไป ในมุมมองของ CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง GEPP Sa-Ard มองว่าสิ่งที่จะทำให้สตาร์ทอัพสามารถอยู่ได้และเป็นประโยชน์ต่อทุกคน คือการ Disrupt Process เดิม ไม่ใช่ Disrupt Player หรือคนที่อยู่ใน Ecosystem

“ยกตัวอย่างการ Disruptive Technology ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน การลดโลกร้อน ลดการทิ้งขยะ องค์กรต่างๆ ก็เริ่มออกมาแสดงจุดยืนและเข้าร่วมขบวนรักษ์โลก หนึ่งในนั้นคือการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน อาทิ เทคโนโลยี OCR หรือ Optical Character Recognition ที่มาเปลี่ยนข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบอนาล็อกมาเป็นแบบดิจิทัลเพื่อให้ง่ายต่อการจัดเก็บข้อมูล เช่นเดียวกับ GEPP Sa-Ard ที่ไม่เพียงเป็นเทคโนโลยีทุ่นแรงช่วยประหยัดเวลาในการจัดการข้อมูลและเอกสารเท่านั้น ที่สำคัญยังโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น เนื่องจากมีความแม่นยำผิดพลาดน้อยกว่าระบบ Manual ที่ต้องใช้คน” ผู้ร่วมก่อตั้ง GEPP Sa-Ard กล่าว

หลุมพราง Disruptive technology ที่หลายธุรกิจติดกับดัก

ศุภพงษ์ แนะนำว่า อย่าคิดว่าเทคโนโลยีของตัวเองดีที่สุด เพราะแต่ละเทคโนโลยีมีกรอบ มีองค์ประกอบ รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือ เราต้องตระหนักว่าเทคโนโลยีมีการพัฒนากระบวนการทำงานตลอดเวลา (Process Improvement)

ไม่มีเทคโนโลยีที่ ‘ดีที่สุด’ มีแต่เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด

“เวลาที่คนบอกว่ากำลังใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด มันเลยเป็นประโยคที่แปลกมาก เพราะเทคโนโลยีพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่ง 6 ปีที่ผมทำ Muvmi มามักถูกตั้งคำถามว่าทำไมถึงเลือกเทคโนโลยีมาใช้ เพราะอะไร เพราะดีที่สุดหรอ จริงๆ เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ได้ดีที่สุด แต่เหมาะสมมากที่สุดในช่วงเวลานั้น”

มยุรี เสริมว่า หลายคนเชื่อว่าเอาโซลูชันของตนเองเข้าไปใน Ecosystem นั้นแล้วทุกอย่างจะดีกว่าเดิม ซึ่งพอมีความคิดแบบนี้ยิ่งทำให้การเข้าไปอยู่ใน Ecosystem นั้นยากขึ้นและต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้รับการยอมรับ

อย่าคิดว่าตนเองเป็น ‘ที่หนึ่ง’

“อย่าคิดว่าตนเองเป็นหนึ่งในตองอู หรือทุกคนจะต้องถูกฉัน Disrupt สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดโดยให้ยึดเอาเป้าประสงค์เป็นหลัก ยกตัวอย่าง GEPP Sa-Ard เป็นระบบที่ใช้เพื่อการจัดการของเสียอย่าง ถูกต้องตามมาตรฐานสากลและภายใต้กลไกเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และถูกวิธีในกระบวนการจัดการเพื่อให้มีผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ดังนั้นสิ่งที่เรามองจึงเป็นเรื่องว่า GEPP Sa-Ard จะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศไทยมีขยะน้อยที่สุดและเลือกวิธีการจัดการอย่างไรให้วิธีการจัดการขยะที่จะใช้ปฏิบัตินั้นลดภาระสิ่งแวดล้อมได้ คำตอบคือเราต้องความโปร่งใสด้านข้อมูลตั้งแต่ต้นทางที่คนสร้างขยะจนถึงปลายทางคนจัดการขยะ เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้และและมีความเข้าใจถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตรงกันด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้ อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน มยุรี บอกกับเรา

แค่เข้าใจ Disruptive Technology ธุรกิจก็ไปได้ไกล

มยุรี กล่าวว่า หากไม่อยากให้ธุรกิจของตนเองตกอยู่ในความเสี่ยง เราทุกคนจะต้องรู้ว่าต้องการแก้ปัญหาอะไร มีความเข้าใจ player ที่อยู่ใน Ecosystem และพร้อมที่จะปรับตัว ทำงานร่วมกันในภาพรวม มีความเข้าใจ และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม อาทิ ‘Accounting’ ระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้บริษัทสามารถจัดเก็บข้อมูล เอกสารต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่เรียงลำดับวันที่ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา และสะดวกในการที่จะทราบต้นทุนและกำไรของบริษัท หรือ ‘HR Payroll’ ระบบที่ช่วยบริษัท จ่ายเงินเดือนพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยให้ HR ทำงานได้ง่ายขึ้น ลดความผิดพลาดที่เกิดจากการคำนวณรายได้-รายจ่ายของพนักงาน

“ถ้าในมุมสิ่งแวดล้อมก็มีหลายบริษัทที่สร้างเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มขึ้นมาในประเทศไทย เช่น ECOLIFE แพลตฟอร์มชวนทุกคนมาทำอะไรดีๆ เพื่อสิ่งแวดล้อม และสะสมแต้มเพื่อแลกของได้ หรือ Recycle Day ระบบการให้บริการนัดหมายรถรับซื้อขยะรีไซเคิลสำหรับคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งถ้าสังเกตจะพบว่าระบบหรือเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ Disrupt ธุรกิจเดิม แต่เป็นการ Disrupt นิสัยหรือพฤติกรรมของคนมากกว่า คือ ทำอย่างไรให้คนแยกขยะ ทำอย่างไรให้คนหันมาปลูกต้นไม้ หรือให้คนลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง มยุรี ปิดท้าย


มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ‘AIS The Startup’ และเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจการค้า สู่ความสำเร็จของแบรนด์ในยุคดิจิทัล บริษัท Startup ท่านใดที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้ามาได้ที่เว็บไซต์ www.ais.co.th/thestartup หรือ www.facebook.com/aisthestartup แล้วมาร่วม Transform องค์กรสู่โลกดิจิทัลไปด้วยกัน!