กรุงศรี คอนซูมเมอร์ มีวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับคนเป็นอันดับแรก และยังเข้าใจถึงความต้องการของพนักงาน จึงมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นองค์กรที่คนสนใจอยากมาร่วมงานด้วย พร้อมสร้างวัฒนธรรมการทำงาน เพื่อสร้างความผูกพันต่อองค์กร ทั้งนี้ สายงานบริหารทรัพยากรบุคคล มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยสร้างความรู้สึก และวัฒนธรรมองค์กรเหล่านี้ให้เกิดขึ้น
“อุณา วัชโรบล” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารทรัพยากรบุคคล กรุงศรี คอนซูมเมอร์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โลกแห่งการทำงานมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การทำงานแบบระยะไกล (Remote Working) เพิ่มขึ้นไปจนถึงการใช้ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาสร้างประสบการณ์พนักงานที่มากขึ้น รวมถึงการมุ่งเน้นความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ดังนั้น การทำความเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กร
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ มีการใช้นโยบายการทำงานรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด Flexi Workplace, Flexi Work-Life เพื่อตอบโจทย์การทำงานที่มีความหลากหลายของคนในองค์กร ซึ่งนโยบายดังกล่าวประกอบด้วย การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี การมีรูปแบบการทำงานแบบยืดหยุ่นเป็นการตอบโจทย์คนทำงานทุกเพศทุกวัย เป็นต้น นอกจากนั้น บริษัทยังให้การยอมรับและเห็นถึงคุณค่าของความแตกต่างของแต่ละบุคคล (Diversity & Inclusion) และไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสมีการฝึกอบรมแบบผสมผสานที่เรียกว่า Blended Learning เป็นการเรียนรู้ทั้งแบบออนไลน์ และออนไซต์ เพื่อ Upskill และ Reskill พนักงานอย่างต่อเนื่อง

“ช่วงโควิด-19 ที่เราให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน พอโควิดคลี่คลายก็ปรับรูปแบบการทำงานเป็นแบบไฮบริด (Hybrid) คิดเป็นสัดส่วน 60:40 คือ พนักงาน 60% สามารถทำงานจากที่บ้าน แต่อาจจะเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศบ้าง ตามความเหมาะสมและการบริหารงานร่วมกับหัวหน้างาน และ 40% ทำงานในออฟฟิศเป็นหลัก เช่น พนักงานที่ประจำที่สาขาที่ต้องให้บริการลูกค้า
บริษัทมองเห็นประโยชน์ของการทำงานแบบไฮบริด คือช่วยให้พนักงานมีทางเลือก และหลีกเลี่ยงปัญหาที่พนักงานต้องเผชิญในชีวิตประจำวันเช่น รถติด ฝุ่น PM 2.5 และมีเวลาดูแลคนในครอบครัวมากขึ้น เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม พนักงานยังสามารถเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศได้เมื่อต้องการ
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงได้บริหารจัดการพื้นที่ใหม่ โดยจัดสรรให้มี Co-Working Space เพื่อให้พนักงานสามารถเลือกนั่งทำงานกันเองในวันและเวลาที่ต้องการได้ ซึ่งเชื่อว่าพื้นที่ทำงานแบบร่วมกันช่วยส่งเสริมความเป็นมืออาชีพ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการแบ่งปันความคิด ช่วยให้พนักงานมีปฏิสัมพันธ์และการทำงานเป็นทีม ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสใหม่ ๆ”
“อุณา” อธิบายว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำงานแบบไฮบริดประสบความสำเร็จคือ “Trust” ซึ่งหัวหน้างานและพนักงานต้องร่วมกันสร้าง เพราะการที่อยู่ไกลหูไกลตา อาจก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจต่อการทำงานว่าจะทำงานหรือไม่ ในขณะเดียวกันพนักงานเองก็ต้องสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ตรงไปตรงมา เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่ให้หัวหน้างานเกิดความไว้วางใจด้วยเช่นกัน ซึ่งที่กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เราดูกันที่ผลลัพธ์มากกว่ากังวลถึงเรื่องเหล่านี้ ซึ่งที่ผ่านมาพนักงานของเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถบรรลุเป้าหมายองค์กรได้
ทั้งนี้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ใช้นวัตกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน และสามารถเชื่อมต่อพนักงานทุกคนด้วยกัน แม้ทำงานจากคนละพื้นที่ ซึ่งส่งเสริมการทำงานแบบไฮบริดให้ราบรื่นขึ้น ขณะเดียวกันทาง HR ได้มีการพัฒนาระบบบริการพนักงานผ่านแอปพลิเคชันชื่อ “WE Connect” เป็นแอปที่รวบรวมทุกฟังก์ชันที่จำเป็น เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับบริษัท ข้อมูลสวัสดิการต่าง ๆ การลาหยุด ประกันสุขภาพ และถาม-ตอบผ่าน Chatbot ที่ชื่อน้องสายฟ้า การแจ้งเตือนวันสำคัญ การปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต และยังสามารถลิงก์ไปสู่ระบบออนไลน์เลิร์นนิงได้
เราเชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้าง ส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ (Innovation Culture) จะนำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ขององค์กร และช่วยให้บริษัทสามารถดึงดูดและรักษาผู้มีความสามารถให้อยู่กับองค์กรได้ และเนื่องจากบริษัทจะมีการใช้เครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ พนักงานจึงต้องเรียนรู้ทักษะอย่างต่อเนื่อง และนี่คือที่มาของการวางแผนพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรมเพื่อยกระดับทักษะ ให้พนักงานสามารถรับมือกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อพนักงานรู้สึกว่าพวกเขากำลังเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และสามารถเติบโตไปสู่เป้าหมายทางอาชีพ จะช่วยเพิ่มอัตราความพึงพอใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรได้
โดยการพัฒนาบุคลากรผ่านการอัปสกิลและรีสกิลของเราเป็นแบบผสมผสาน 2 แบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ การเรียนรู้แบบการฝึกอบรมปกติเห็นหน้าเจอตัว (Face to Face) และแบบออนไลน์ นอกจากนั้น กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Growth Mindset และ Resilience เพราะบุคคลที่มีกรอบความคิดแบบ Growth Mindset จะเติบโตและมีศักยภาพสูง เพราะกรอบความคิดแบบเติบโตนำไปสู่ความสามารถในการทำงานที่ดีกว่ากรอบความคิดแบบตายตัว (Fixed Mindset) การมีกรอบความคิดแบบเติบโตคือ คนที่มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน Resilience หรือความยืดหยุ่น ความสามารถในการจัดการตนเองเมื่อเจอปัญหา ล้มแล้วลุกให้เป็น ก็เป็นทักษะที่สำคัญในการทำงาน เนื่องจากช่วยให้พนักงานสามารถจัดการความเครียดที่เกี่ยวข้องกับงานได้ดี และจัดการกับความท้าทายต่าง ๆ ด้วยใจที่เปิดกว้าง
“อุณา” กล่าวในตอนท้ายว่า กรุงศรี คอนซูมเมอร์ให้ความสำคัญเรื่อง Employee Experience เพื่อรักษาพนักงานที่มีความสามารถให้อยู่กับองค์กรได้นาน มีการสร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ไปจนถึงการวางแผนเส้นทางการเติบโตในสายอาชีพ
เพราะพนักงานคาดหวังจะมีโอกาสในการพัฒนาทางวิชาชีพในสถานที่ทำงานของตน ถ้าเรามีเส้นทางชัดเจนจะดึงดูดทาเลนต์ได้ รวมถึงรักษากลุ่มคนที่อยากเรียนรู้สายงานใหม่ ๆ โดยเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเปลี่ยนโอนย้ายงานในฝ่ายต่าง ๆ ภายในองค์กรได้ แทนที่จะเลือกออกไปหางานที่ใหม่ รวมถึงการใส่ใจดูแลพนักงานในเรื่องต่าง ๆ เช่น สวัสดิการ และความเป็นอยู่ที่ดีทางด้านกายและใจ (Well-Being) ด้วย
เมื่อปี 2566 กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมด้านกลยุทธ์ขับเคลื่อนการทำงานแบบไฮบริด (“Bronze” Excellence in Hybrid Working) จาก HR Excellence Awards Thailand 2023 ที่จัดขึ้นโดยนิตยสาร Human Resources Online ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ให้เติบโตและก้าวหน้าในสายอาชีพควบคู่ไปกับการเติบโตขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สู่เป้าหมายการเป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุด (The Best Place to Work for)
