โครงการ TH-AI Passport ซึ่งใช้งบประมาณจากกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกว่า 1,600 ล้านบาท กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ การใช้เงินกองทุนนอกงบประมาณ ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง
ตลอดจนข้อสงสัยว่าทำไมภาครัฐต้องลงทุนในระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขนาดใหญ่ ทั้งที่ประชาชนสามารถใช้งาน ChatGPT, Gemini หรือ AI เวอร์ชันฟรีได้อยู่แล้ว
เพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าว กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จึงจัดเวที TH-AI Passport Forum เปิดรับฟังความคิดเห็นและชี้แจงรายละเอียดโครงการ โดยมีผู้บริหารกระทรวง นักการเมือง และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
- TH-AI Passport เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แจงว่าโครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่โครงการที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ.2565-2570 ซึ่งมียุทธศาสตร์ครอบคลุมทั้งการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัย กฎระเบียบ และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจ
จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากความจำเป็นในการเร่งยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI ของคนไทย หลังตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและความสามารถด้าน AI ของประเทศมีแนวโน้มถดถอยต่อเนื่อง โดยไทยยังมีอันดับด้าน AI ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในเวทีโลก
กระทรวงจึงออกแบบโครงการให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากกว่าการพัฒนาบุคลากรเฉพาะกลุ่ม โดยตั้งเป้าหมายให้ประชาชนอย่างน้อย 5 ล้านคน หรือราว 10% ของประชากรที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ ได้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้และการใช้งาน AI อย่างเป็นระบบ
สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก ประกอบด้วย นักเรียนและนักศึกษา บุคลากรภาครัฐ ประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะในพื้นที่ภูมิภาคที่ยังมีช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่
นายพชร ระบุว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี AI แต่เป็นการที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักหรือยังไม่สามารถนำ AI ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น เป้าหมายของโครงการคือการผลักดันให้คนไทยจำนวนมากเข้าสู่ระบบการเรียนรู้และใช้งาน AI อย่างจริงจัง
“หากสามารถดึงประชาชนเข้าร่วมได้ตามเป้าหมาย 5 ล้านคน จะช่วยเพิ่มสัดส่วนประชากรที่มีความรู้และใช้งาน AI จากระดับต่ำกว่า 10% ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ราว 19% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของแผน AI แห่งชาติ”
สิ่งสำคัญคือ การรวบรวม AI หลายค่ายในต้นทุนเฉลี่ย 27 บาทต่อคนต่อเดือน
- ข้อดีที่คาดว่าจะได้รับ
หากโครงการดำเนินได้ตามเป้าหมาย ภาครัฐคาดว่าจะเกิดประโยชน์ในหลายมิติ ได้แก่
- เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับพรีเมียมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน
- ลดช่องว่างด้านเทคโนโลยีระหว่างพื้นที่เมืองและภูมิภาค
- เพิ่มทักษะดิจิทัลและ AI ให้กับนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ และผู้ประกอบการ SME
- สนับสนุนการใช้ AI ในการทำงานจริง เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน
- ช่วยยกระดับตัวชี้วัดด้านการใช้งาน AI ของประเทศตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ
“รัฐจะจ่ายค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง ภายใต้หลักการ ‘ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น’ ผู้ที่ไม่ได้ใช้งานจะไม่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายของโครงการ”

- เงินกองทุนไม่ใช่เงินไร้กติกา
นายพชร ชี้แจงว่า แม้เงินกองทุนจะมีความแตกต่างจากงบประมาณแผ่นดินตรงที่เงินคงเหลือเมื่อสิ้นปีไม่ต้องส่งคืนคลัง แต่กระบวนการใช้จ่ายยังอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบราชการทุกประการ
ทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดราคากลาง การจัดฝึกอบรม และการเบิกจ่ายงบประมาณ ต้องดำเนินการตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเช่นเดียวกับงบประมาณปกติ
นอกจากนี้ กระบวนการอนุมัติโครงการไม่ได้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 34 วันตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ใช้เวลาดำเนินการเกือบ 5 เดือน ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการหลายระดับ ตั้งแต่คณะอนุกรรมการไปจนถึงคณะกรรมการกองทุน ซึ่งมีประธานในระดับนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายกำกับดูแล
- แจงข้อครหา “ล็อกสเปก-เอื้อเอกชน”
นายพชร ระบุว่า งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะเป็นผู้ที่มีต้นทุนและประสบการณ์ใกล้เคียงกับงานจริง หากภาครัฐกำหนดราคาเองอาจไม่สะท้อนราคาตลาด
ในโครงการนี้ กระทรวงได้สืบค้นราคาจากผู้ประกอบการ 8 ราย ก่อนเปิดประมูลผ่านระบบสาธารณะ โดยมีผู้เข้าร่วมเสนอราคาหลายกลุ่ม และหนึ่งในผู้เข้าร่วมแข่งขันไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่เคยถูกใช้เป็นแหล่งข้อมูลราคากลางมาก่อน
กระทรวงยืนยันว่าทุกขั้นตอนเปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งการประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้าง การประชาพิจารณ์ และการเชิญชวนให้เข้าร่วมประมูลผ่านระบบกลางของภาครัฐ

- ทำไมต้องซื้อ AI?
คำถามสำคัญที่สุดของสังคมคือ เหตุใดภาครัฐจึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อจัดหา AI ทั้งที่ประชาชนสามารถใช้งาน ChatGPT หรือ Gemini เวอร์ชันฟรีได้อยู่แล้ว
นายพชรชี้แจงว่า TOR ของโครงการกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องจัดหาเครื่องมือ Generative AI ระดับ Pro หรือ Premium เท่านั้น เนื่องจากบริการฟรีมักมีข้อจำกัดด้านจำนวนการใช้งาน ความเร็วในการประมวลผล ความสามารถเชิงลึก และการใช้งานระดับมืออาชีพ
“TH-AI Passport ไม่ใช่โครงการแจก AI ฟรี แต่เป็นการสร้างทักษะ AI ให้คนไทยผ่านระบบ Learn to Earn ที่เชื่อมการเรียนรู้เข้ากับการใช้งานจริง พร้อมเปิดสิทธิ์ AI Pro/Premium จาก 14 ค่าย รวม 30 โมเดล บนแพลตฟอร์มเดียว”
ด้านผู้แทนจากกลุ่มบริษัทคู่สัญญา กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI แต่เป็นการผสานเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมเข้ากับระบบการเรียนรู้ที่อ้างอิงมาตรฐานของ UNESCO
โดยผู้ใช้งานจะต้องผ่านการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตามลำดับ เพื่อปลดล็อกสิทธิ์การใช้งาน AI ในระดับที่สูงขึ้น
ระบบดังกล่าวประกอบด้วย หลักสูตรมากกว่า 130 หลักสูตร ซึ่งพัฒนาบนกรอบมาตรฐาน UNESCO AI Competency Framework และเสริมด้วยองค์ความรู้จาก Google, Microsoft และ OpenAI ครอบคลุมตั้งแต่ความรู้พื้นฐานด้าน AI การใช้งานอย่างปลอดภัย การเขียน Prompt การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจและการทำงานจริง

ผู้เรียนที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับใบรับรอง (Certificate) เพื่อใช้ยืนยันทักษะที่ได้รับจากการเรียนรู้ ขณะที่ระบบถูกออกแบบให้รองรับผู้ใช้งานได้สูงสุดถึง 5 ล้านคน ตามเป้าหมายของโครงการ
สิ่งที่ภาครัฐจัดหาไม่ได้เป็นเพียงสิทธิ์ใช้งาน AI ทั่วไป แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับ Pro/Premium จากผู้พัฒนา 14 ค่าย รวมกว่า 30 โมเดล บนแพลตฟอร์มเดียว ซึ่งรองรับการใช้งานจริงทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างเนื้อหา การพัฒนางานดิจิทัล และการเรียนรู้เชิงลึก
“หากเป็น AI เวอร์ชันฟรี รัฐไม่จำเป็นต้องจัดซื้อ สิ่งที่โครงการจัดหาคือ AI ระดับมืออาชีพที่มีศักยภาพสูงกว่าเวอร์ชันฟรี และรวบรวมโมเดลชั้นนำทั้งจากต่างประเทศและของไทยมาไว้ในระบบเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการ”
แนวคิดสำคัญนี้คือ หากต้องการยกระดับทักษะ AI ของประเทศ การเรียนรู้เฉพาะภาคทฤษฎีอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้เกิดการทดลองใช้และต่อยอดสู่การทำงานจริง
- ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ตามแนวทางของโครงการชาชนที่เข้าร่วมจะสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมหลายประเภท ตั้งแต่การสร้างภาพ การผลิตวิดีโอ การพัฒนาเว็บไซต์ การเปรียบเทียบผลลัพธ์จากโมเดล AI หลายระบบ ไปจนถึงการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในงานศึกษา การทำงานราชการ และธุรกิจ SME
ภาครัฐคาดหวังว่าโครงการจะช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างพื้นที่เมืองและภูมิภาค เพิ่มทักษะดิจิทัลให้ประชาชน และสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจ AI
โดยสามารถนำข้อเสนอแนะจากเวทีรับฟังความคิดเห็นมาปรับรายละเอียดโดยยึดหลัก “ใช้งานจริง จ่ายจริง” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศในระยะยาว
- ชี้แพ็กเกจเฉลี่ย 27 บาทต่อคน
นายพชรกล่าวอีกว่า หากเปรียบเทียบกับบริการ AI เชิงพาณิชย์ในตลาดเอกชน โครงการ TH-AI Passport มีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน แต่เปิดให้เข้าถึง AI ได้หลากหลายกว่า จึงถือว่ามีความคุ้มค่าในเชิงต้นทุน
ส่วนการจัดสรรสิทธิ์ใช้งาน 5 ล้านสิทธิ์ เบื้องต้นจะเปิดให้ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปลงทะเบียนในรูปแบบ First Come, First Served หรือมาก่อนได้ก่อน ควบคู่กับการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้สิทธิ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระทรวงดีอี ยืนยันว่าใช้หลักการ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Pay Per Use) กล่าวคือ ภาครัฐจะชำระค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง ไม่ได้จ่ายเต็มจำนวนล่วงหน้าตามจำนวนสิทธิ์ที่กำหนดไว้
แนวทางดังกล่าวทำให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์แต่ไม่ได้เข้าใช้งานจริงจะไม่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายแก่รัฐ ขณะที่ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการไม่ได้อยู่ที่การแจกสิทธิ์ให้ครบ 5 ล้านคน
แต่คือการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง เรียนรู้ และนำ AI ไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน การศึกษา และการประกอบอาชีพ