AIS กับภารกิจ ‘Green Energy Green Network for THAIs’ เปลี่ยนดอยห่างไกล ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส

ใครจะคิดว่า เสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้นเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนดอยสูง จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ชุบชีวิตชุมชนห่างไกลให้ลุกขึ้นมาพึ่งพาตัวเองได้จริง
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นจากโครงการ ‘Green Energy Green Network for THAIs’ ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) ที่ร่วมกันเปลี่ยน ‘พื้นที่ขาดแคลน’ ให้กลายเป็น ‘พื้นที่แห่งโอกาส’ ด้วยการติดตั้งสถานีฐานโทรคมนาคมในจุดที่ระบบไฟฟ้าปกติยังเข้าไม่ถึง
โมเดลความสำเร็จดังกล่าวได้กลายเป็นแนวคิดต้นแบบที่ AIS นำมาแบ่งปันและถอดบทเรียนในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถขับเคลื่อนสังคมได้จริงผ่านดัชนีชี้วัดที่จับต้องได้
ความคุ้มค่าของสถานีฐานพลังงานแสงอาทิตย์นี้ ถูกพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ด้วยดัชนีผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ SROI (Social Return on Investment) ซึ่งผลงานวิจัยระบุว่า เม็ดเงินลงทุนเริ่มต้น 24.89 ล้านบาท สามารถสร้างมูลค่าผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่สังคมและชุมชนได้สูงถึง 33.88 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.36 เท่า ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าทุกงบประมาณที่ภาคเอกชนขับเคลื่อน เปลี่ยนเป็นโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวบ้าน ซึ่งวัดผลความคุ้มค่าได้จริง
ชุบชีวิตชุมชนห่างไกล ด้วยความอบอุ่นจากการเชื่อมต่อที่เท่าเทียม

สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS เล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังการทำงานว่า การสร้างความยั่งยืนในแบบของเอไอเอสเน้นไปที่ผลลัพธ์ระยะยาว เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยมุ่งสร้างคุณค่าที่ต่อเนื่องและเติบโตไปพร้อมกับพื้นที่
“เอไอเอสเริ่มต้นจากการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควบคู่ไปกับพลังงานสะอาด เพราะเราเชื่อว่าทั้งสองสิ่งนี้คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม เครือข่ายการสื่อสารที่มั่นคงจะทำหน้าที่ลดช่องว่างทางสังคม ปลดล็อกศักยภาพในพื้นที่ และช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐได้สะดวกรวดเร็ว โดยเป้าหมายสูงสุดคือการเห็นชุมชนเติบโตและพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว
“เมื่อเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงเข้าถึงพื้นที่ ชาวบ้านบนยอดดอยสามารถทำธุรกรรมและเข้าถึงบริการภาครัฐได้ทันที เช่นเดียวกับคุณครูในพื้นที่ ซึ่งเมื่อก่อนต้องปิดโรงเรียน และเดินทางฝ่าเส้นทางคดเคี้ยวนานหลายชั่วโมงลงไปในเมือง เพียงเพื่อส่งรายงานหรือดาวน์โหลดสื่อการสอน ก็เปลี่ยนมาจัดการทุกอย่างผ่านระบบออนไลน์ได้จากบนดอย ช่วยประหยัดทั้งต้นทุนและร่นเวลาการเดินทางลงไปได้”
ปัจจุบันโครงการนี้ขยายผลครอบคลุมพื้นที่วิจัย 8 ชุมชน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก สร้างประโยชน์ให้กับประชากรในพื้นที่รวม 3,520 คน จาก 918 ครัวเรือน

บทเรียนจากพื้นที่จริง จุดเปลี่ยนสู่ความเข้าใจคำว่า ‘นาทีชีวิต’
การทำงานบนดอยสูงเต็มไปด้วยความท้าทาย ทีมวิศวกรและทีมภาคสนามของเอไอเอสต้องเผชิญอุปสรรคทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบในการติดตั้งระบบและเก็บข้อมูลวิจัย โดยมีเหตุการณ์หนึ่งที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำงานของทีมงานทั้งหมด
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่หมู่บ้านมอโก้โพคี จังหวัดตาก พื้นที่เผชิญพายุฝนรุนแรงจนระบบสัญญาณตัดขาดและขาดการติดต่อกับส่วนกลางนานถึง 23 ชั่วโมง สถานการณ์วิกฤตครั้งนั้นทำให้ส่วนกลางต้องรีบจัดตั้ง War Room ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อประสานความช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่อย่างเร่งด่วน
สายชล ได้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “ช่วงเวลา 23 ชั่วโมงที่สัญญาณขาดหายไป ทำให้ทีมงานมองเห็นภาพชัดเจนว่า ในพื้นที่ห่างไกลแบบนี้ สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องของความบันเทิงหรือการติดต่อทั่วไป แต่นี่คือ ‘Moment of Your Life’ หรือ นาทีชีวิตของชาวบ้าน
“การไม่มีสัญญาณหมายถึงการถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทั้งระบบแพทย์ฉุกเฉิน การแจ้งเตือนภัยธรรมชาติ หรือการขอความช่วยเหลือ วิกฤตครั้งนี้เปลี่ยนวิธีคิดของพวกเรา จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายเพียงการติดตั้งเสาสัญญาณ กลายเป็นการส่งมอบความปลอดภัยและความอุ่นใจในการดำรงชีวิตแทน”
เสาสัญญาณแห่งโอกาส ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน
เมื่อการเชื่อมต่อมีความเสถียร ศักยภาพของชุมชนที่เคยถูกจำกัดด้วยสภาพภูมิประเทศก็ได้รับการปลดล็อก ชุมชนบ้านแม่โขง จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำเครือข่ายดิจิทัลมาบริหารจัดการและประชาสัมพันธ์ ‘น้ำตกห้วยน้ำเย็น’ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
ชาวบ้านจับมือกันสร้างสรรค์แพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ วางระบบจองที่พักล่วงหน้า (Pre-book) จัดตั้งกลุ่มมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ไปจนถึงการแปรรูปน้ำตกบรรจุขวดขายเป็นของที่ระลึก สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่เศรษฐกิจชุมชนสูงถึงประมาณ 2.5 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 6 เดือน
ส่วนที่หมู่บ้านมอโก้โพคี จังหวัดตาก เกษตรกรบนพื้นที่สูงปรับวิถีชีวิตมาจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรส่งตรงถึงผู้บริโภคผ่านระบบออนไลน์ ช่วยแก้ปัญหาการโดนกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง
นอกจากเรื่องปากท้อง โครงสร้างพื้นฐานนี้ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงระบบ E-Learning และห้องสมุดดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม ชาวบ้านสามารถเข้าถึงการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ในการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงใช้สัญญาณสนับสนุนภารกิจเฝ้าระวังไฟป่าและแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

แผนก้าวต่อไป พร้อมเป็นเกราะคุ้มภัยอัจฉริยะให้ชุมชน
บทเรียนเรื่องสภาพอากาศในอดีตผลักดันให้เอไอเอสเดินหน้าพัฒนาสถานีฐานโทรคมนาคมพลังงานแสงอาทิตย์ในเวอร์ชันถัดไป โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบแบตเตอรี่สำรองพลังงาน เพื่อให้เสาสัญญาณทำงานได้อย่างเสถียรต่อเนื่องยาวนานแม้ในวันที่สภาพอากาศปิดหรือไร้แสงแดด
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดนำโครงสร้างเสาสัญญาณของเอไอเอสที่มีอยู่ทั่วประเทศ มาต่อยอดเป็นฐานสำหรับติดตั้งระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ ยกระดับความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีตรวจจับไฟป่าอัจฉริยะ ระบบแจ้งเตือนเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ และอุปกรณ์ตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเพื่อติดตามสภาพอากาศ ฝุ่น PM2.5 และปัญหาภัยแล้ง
สายชล กล่าวสรุปถึงวิสัยทัศน์ที่เอไอเอสจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไปว่า “เอไอเอสไม่ได้วัดความสำเร็จของโครงการนี้จากจำนวนเสาสัญญาณหรือความกว้างของคลื่นความถี่ แต่วัดจากโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน เมื่อไรที่คนในพื้นที่ห่างไกลที่สุดสามารถเข้าถึงโอกาสได้เท่าเทียมกัน และเติบโตไปพร้อมกับเมืองใหญ่ นั่นคือจุดเริ่มต้นของความยั่งยืนที่มั่นคง”
เปลี่ยนคุณค่านามธรรม เป็นตัวเลขที่จับต้องได้
เพื่อสะท้อนภาพความสำเร็จของโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ให้ชัดเจนและจับต้องได้ยิ่งขึ้น รักษิณา มุตธิกุลโจนส์ Strategic Public Relation Manager จาก AIS ได้มาร่วมถอดรหัสผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นผ่านโมเดลการประเมินผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI (Social Return on Investment) ที่เข้ามาทำหน้าที่แปลงคุณค่าเชิงนามธรรมให้กลายเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่วัดผลได้จริง
“บางมูลค่าอย่างคุณภาพชีวิต ความสุข หรือความเจริญ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ในตอนแรก แต่เราอยากจะทรานส์ฟอร์มคุณค่าเหล่านี้ให้กลายเป็นตัวเลขเชิงเศรษฐกิจ เพื่อตอบคำถามให้ชัดเจนว่า ในทุกๆ การลงทุนของ AIS สังคมได้รับผลตอบแทนกลับคืนไปอย่างไรและเป็นมูลค่าเท่าไหร่”
รักษิณา อธิบายถึงหลักคิดสำคัญของโครงการ ซึ่ง AIS ได้จับมือร่วมกับคณะอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเจาะลึกใน 5 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก
จากการสำรวจกว่า 406 หลังคาเรือน ควบคู่กับการสัมภาษณ์เจาะลึกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชนอีก 46 ราย พบว่าเม็ดเงินลงทุนของ AIS เกือบ 25 ล้านบาท สามารถออกดอกผลและส่งมอบมูลค่าผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้สูงถึง 33.88 ล้านบาท ซึ่งเมื่อนำตัวเลขนี้มาจำแนกออกเป็นมิติต่างๆ จะสะท้อนภาพการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนบนดอยได้ชัดเจนที่สุด
เปิดผลลัพธ์ 4 มิติแห่งการชุบชีวิตชุมชนห่างไกล
เมื่อเจาะลึกไปในมิติสังคม การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งครองมูลค่าสูงสุดถึง 16 ล้านบาท รักษิณา ได้สะท้อนเรื่องราวที่เปลี่ยนวิถีชีวิตคนทำงานในพื้นที่ไว้ชัดเจน
“นึกภาพคุณครูบนดอยที่ต้องยอมปิดโรงเรียนหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อเดินทางฝ่าเส้นทางภูเขาคดเคี้ยวลงมาในเมือง เพียงเพื่อจะมากดส่งแบบฟอร์มขออนุมัติงบอาหารกลางวันให้เด็กๆ ซึ่งถ้าวันนั้นระบบเกิดล่มหรือกดส่งไม่ทันตามกำหนด คุณครูต้องควักเงินตัวเองจ่ายค่าอาหารให้เด็กๆ แทน แต่วันนี้สัญญาณอินเทอร์เน็ตช่วยคืนเวลาชีวิตและตัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ให้พวกเขาสามารถกดส่งข้อมูลจากโรงเรียนบนดอยได้ทันที”
นอกเหนือจากความอุ่นใจของคุณครูแล้ว สัญญาณนี้ยังช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐได้ทัดเทียมกับคนในเมือง และช่วยให้สถานีอนามัยมีกระแสไฟฟ้าอัจฉริยะสำหรับยืดอายุวัคซีน พร้อมใช้เทคโนโลยี Telemedicine ส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทันเวลา ขณะที่เด็กๆ ก็ได้เปิดโลกเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ที่ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์แบบก้าวกระโดด
ขยับมาที่มิติเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ ที่สร้างมูลค่าไปกว่า 9 ล้านบาท เทคโนโลยีได้เข้ามาปลดล็อกให้เกษตรกรสามารถเปิดตลาดขายตรงสู่ผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้พืชท้องถิ่นอย่างกาแฟ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ ความสำเร็จของโมเดลท่องเที่ยวเชิงนิเวศน้ำตกห้วยน้ำเย็นที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนถึง 2.5 ล้านบาท ในเวลาเพียง 6 เดือน จนเด็กๆ ในพื้นที่ลุกขึ้นมาทำเพจรีวิวบ้านเกิดตัวเอง ปลดล็อกศักยภาพที่เคยถูกจำกัดด้วยสภาพภูมิประเทศให้กลายเป็นโอกาสสร้างรายได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกันในมิติสิ่งแวดล้อม ที่สร้างคุณค่ากว่า 4.7 ล้านบาท ชุมชนได้เรียนรู้และเข้าใจวิธีจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักวิธี และเมื่อมีช่องทางสร้างรายได้ใหม่ๆ ปริมาณการเผาป่าและทำไร่หมุนเวียนจึงลดลงจนสัมผัสได้ ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ต้นตอและทำให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับผืนป่าได้อย่างเกื้อกูล
และท้ายที่สุดในมิติการสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสร้างมูลค่ากว่า 3.7 ล้านบาท ก็เข้ามาช่วยทลายกำแพงเชิงภูมิประเทศให้หมดไป ช่วยเชื่อมโยงพื้นที่ห่างไกลกับเมืองใหญ่เข้าด้วยกันในพริบตา
บทเรียนความยั่งยืนจากการผสานนวัตกรรมและพลังชุมชน
รักษิณา ยังได้ฝากบทเรียนสำคัญของโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ไว้ว่า การเดินทางไปปักเสาสัญญาณหรือติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียว จะไม่มีทางสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้เลย ถ้าไม่มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งมาร่วมขับเคลื่อนและส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปด้วยกัน
โครงการนี้จึงเป็นเสมือนเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า คนบนพื้นที่สูงมีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองไม่ต่างจากคนในเมืองใหญ่ พวกเขาเพียงแค่ขาดแคลนเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเท่านั้น
“ถ้านวัตกรรมคือสิ่งที่เปลี่ยนโลก ผลลัพธ์ของ SROI ในวันนี้ก็คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บอกว่า นวัตกรรมของ AIS ได้เข้าไปเปลี่ยนโลกและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงแล้วจริงๆ”
พลิกชีวิตดอยสูงด้วยโครงข่ายดิจิทัล เสียงสะท้อนจากบ้านแม่โขง
ความจริงในคำกล่าวข้างต้นสะท้อนชัดผ่านเสียงของ สุทธิพงษ์ ตระกูลเสาวภาพ ผู้แทนชุมชนบ้านแม่โขง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ชายหนุ่มที่เติบโตมากลางหุบเขาและได้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้วยตาตัวเอง
สุทธิพงษ์ เล่าว่า ในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง แม้ระยะทางจากหมู่บ้านไปถึงตัวเมืองเชียงใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร แต่ด้วยสภาพเส้นทางวิบากที่ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น ทำให้ต้องใช้เวลานานถึง 7 ชั่วโมงในการเดินทางแต่ละครั้ง
ความห่างไกลและหนทางที่ยากลำบาก กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน การจะติดต่อประสานงานกับที่ว่าการอำเภอหรือโรงพยาบาลในแต่ละครั้ง ชาวบ้านต้องขับรถวนหาคลื่นสัญญาณตามป่าเขา หรือยอมเสียค่าใช้จ่ายสูงเพื่อเดินทางลงไปติดต่อโดยตรง
แม้กระทั่งโอกาสทางการศึกษาของเด็ก ๆ ในชุมชนก็ต้องพลอยสะดุดลงไปด้วย เด็กที่เรียนจบชั้น ป.6 หลายคนเลือกที่จะไม่เรียนต่อในเมือง เนื่องจากทนความคิดถึงบ้านไม่ไหวและไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อกับครอบครัวได้เลย ขณะที่คุณครูในโรงเรียนเองก็จำเป็นต้องปิดทำการเรียนการสอนอยู่บ่อยครั้ง เพียงเพื่อเดินทางลงจากดอยยาวนานหลายชั่วโมงไปส่งงานราชการด้านล่าง
“ในวันนี้ เสาสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้ามาทลายกำแพงความห่างไกล พลิกโฉมบ้านแม่โขงไปในทุกมิติ ครูส่งงานออนไลน์ได้ทันที เด็กๆ เรียนรู้โลกกว้างผ่านโซเชียลมีเดีย ส่วนชาวบ้านก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขได้รวดเร็วทันใจ”

โซเชียลมีเดียเปลี่ยน ‘น้ำตกห้วยน้ำเย็น’ สู่อันซีนอมก๋อย
เมื่อมีโครงข่ายดิจิทัลเข้ามาเป็นรากฐาน เทคโนโลยีไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูการท่องเที่ยวให้กับชุมชน โดยเฉพาะการแจ้งเกิดของ ‘น้ำตกห้วยน้ำเย็น’ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติขนาด 5 ชั้นที่ซ่อนตัวอยู่ในผืนป่าอันสมบูรณ์มานาน
“น้ำตกนี้มีมานานแล้ว ลุงไม้ชาวบ้านในพื้นที่ใช้เวลาบุกเบิกทำทางเข้าคนเดียวอยู่นานถึง 10 ปี แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีใครรู้จักเลย เพราะเราไม่มีอินเทอร์เน็ตและขาดช่องทางที่จะบอกให้คนภายนอกได้รับรู้” สุทธิพงษ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้น
จนกระทั่งวันที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงหมู่บ้าน เยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่ได้เริ่มถ่ายภาพและวิดีโอโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ พลังของโซเชียลมีเดียทำให้ภาพความสวยงามกระจายออกไปเป็นวงกว้าง จนกลายเป็นกระแสโด่งดังและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่า 50% ให้เดินทางมาสัมผัสด้วยตาตัวเอง
เมื่อมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามา ชุมชนจึงร่วมใจกันบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ พวกเขาใช้เทคโนโลยีในมือจัดตั้งเพจเฟซบุ๊กขึ้นเพื่อแจ้งกฎระเบียบ เวลาเปิด-ปิด และรับจองคิวล่วงหน้า ซึ่งในบางช่วงเวลามียอดจองเข้ามาสูงถึง 200 คน
สุทธิพงษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า พอคนแห่มาเที่ยวกันเยอะ แต่การเดินทางค่อนข้างไกลและใช้เวลานาน นักท่องเที่ยวเลยจำเป็นต้องค้างคืน ชาวบ้านจึงร่วมใจกันเปิดบ้านตัวเองทำเป็นโฮมสเตย์ ให้นักท่องเที่ยวนอนพักและกินข้าวด้วยกัน กลายเป็นเสน่ห์วิถีชุมชนที่ช่วยกระจายรายได้ให้ทุกคนอย่างทั่วถึง ทั้งจากที่พัก ผ้าทอมือปกาเกอะญอ และกาแฟอะราบิกาที่เราปลูกบนดอยสูง

ปลายทางสู่ ‘วิสาหกิจชุมชน’ ที่ยั่งยืน
จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในระยะยาวชุมชนบ้านแม่โขงจึงวางเป้าหมายที่จะรวบรวมกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มผ้าทอมือ และกลุ่มกาแฟทั้งหมด ยกระดับขึ้นเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและครบวงจร
นอกจากการบริหารจัดการที่เป็นระบบแล้ว ชุมชนยังเตรียมขยายพื้นที่กิจกรรมท่องเที่ยวใหม่ๆ อาทิ การพัฒนาลานกางเต็นท์บนยอดภูเขาสูง เพื่อสร้างทางเลือกและรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่ต้องการสัมผัสวิถีธรรมชาติอย่างใกล้ชิดในอนาคต
“ต้องขอบคุณ AIS คณะวิจัย และทุกภาคส่วนจริงๆ เพราะถ้าไม่มีพวกพี่ๆ น้ำตกห้วยน้ำเย็นและบ้านแม่โขงก็คงไม่มีใครรู้จัก” สุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความตื้นตัน
พร้อมกันนี้ เขายังส่งคำเชิญชวนถึงทุกคนให้ลองมาสัมผัสความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ด้วยตัวเอง เพราะนี่คือน้ำตกที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นไปชื่นชมทัศนียภาพ และสัมผัสละอองความสดชื่นได้ครบถ้วนในทุกชั้นอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย
ทั้งหมดคือบทพิสูจน์ว่าเมื่อ นวัตกรรมดิจิทัล ผสานเข้ากับ พลังของชุมชนที่เข้มแข็ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการปลดล็อกศักยภาพที่เคยถูกซ่อนอยู่ ให้ชุมชนสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงด้วยมือของพวกเขาเอง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ AIS ยึดมั่นมาโดยตลอดผ่านโครงการ ‘Green Energy Green Network for THAIs’ เพื่อส่งมอบโอกาสที่เท่าเทียมและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนชีวิตคนไทยในทุกพื้นที่ให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน