AIS เปิดเกม ‘5G-ADVANCED’ เพิ่มศักยภาพ Data-Connectivity รองรับ AI Economy เชื่อมไทยสู่ภูมิภาค
AIS เดินหน้า 5G-ADVANCED ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไทย รับการเติบโตของ AI Economy พร้อมผลักดันไทยสู่ ASEAN AI Connectivity Hub เผยเพิ่มความเร็ว Upload 2 เท่า Download 1.5 เท่า ขณะที่ Uplink โต 25 เท่า
เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจและการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงต้องรองรับการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้งาน สู่การทำงานร่วมกันของผู้ใช้งาน อุปกรณ์ ระบบ Cloud และ AI ที่ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการด้าน Data และ Connectivity เพิ่มขึ้นตาม โดยเฉพาะการส่งข้อมูลจากผู้ใช้งานกลับเข้าสู่ระบบเพื่อประมวลผล ก่อนนำผลลัพธ์กลับมาใช้งาน

ภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนผ่านพฤติกรรมการใช้งานเครือข่าย 5G ของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ตั้งแต่ปี 2022 โดยปริมาณ Downlink เติบโตมากกว่า 10 เท่า ขณะที่ Uplink เติบโตมากกว่า 25 เท่า สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งานที่ต้องส่งข้อมูลปริมาณมาก ทั้ง Live Streaming การสร้างคอนเทนต์ การส่งไฟล์ความละเอียดสูง ตลอดจนการใช้งาน AI ที่ต้องส่งข้อมูล ภาพ หรือคำสั่งขึ้นไปประมวลผลบนระบบ Cloud ก่อนรับผลลัพธ์กลับมา
จากโจทย์ดังกล่าว AIS จึงเดินหน้ายกระดับ AIS 5G-ADVANCED ด้วยเทคโนโลยี Uplink 2CC บนคลื่นความถี่ 2600 MHz และ 700 MHz เพิ่มความเร็ว Upload ได้ 2 เท่า และ Download ได้ 1.5 เท่า เพื่อรองรับการใช้งานที่ต้องส่งข้อมูลกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น พร้อมวาง 5G-ADVANCED เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ หรือ National Intelligent Infrastructure สำหรับรองรับการเติบโตของ AI Economy และเดินหน้าสู่เป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยสู่ ‘ASEAN AI Connectivity Hub’
5G-ADVANCED กับ WISE Framework

กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS
กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS เปิดเผยว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในยุค AI ไม่สามารถมองเพียงเรื่องความเร็วของอินเทอร์เน็ต แต่ต้องเตรียมโครงข่ายให้รองรับรูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนไป ทั้งการส่งข้อมูลปริมาณมาก การใช้งาน AI บน Cloud ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โครงข่ายจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมต่อผู้ใช้งาน หากยังต้องรองรับการทำงานร่วมกันของข้อมูล อุปกรณ์ ระบบ Cloud และ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ AIS จึงมุ่งยกระดับ 5G-ADVANCED ให้รองรับรูปแบบการใช้งานที่ซับซ้อนขึ้นในยุค AI ผ่านแนวทาง WISE Framework ซึ่งครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เริ่มจาก W – Watch Ahead การนำ AI และ Automation เข้ามาช่วยบริหารจัดการเครือข่ายให้มีความอัจฉริยะ ตั้งแต่การมองเห็นและวิเคราะห์ข้อมูลจากเครือข่าย ไปจนถึงการคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า เพื่อให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่ I – Innovate Beyond มุ่งนำเทคโนโลยี-นวัตกรรมด้านโครงข่ายรูปแบบใหม่มาเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมต่อยอดสู่ Use Case ใหม่ เปิดโอกาสให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น
อีกด้านคือ S – Security & Trust ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายที่ปลอดภัยและไว้วางใจได้ โดยยกระดับการป้องกันภัยคุกคามตั้งแต่ระดับ Network เพื่อรองรับการเชื่อมต่อ อุปกรณ์ และปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ส่วน E – Energy Intelligence มุ่งบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด รองรับปริมาณการใช้งานที่ขยายตัว และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืน

กิตติ เผยอีกว่า การวางโครงข่ายในยุค AI จำเป็นต้องมองไปถึงรูปแบบการใช้งานที่จะเกิดขึ้นในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม เมือง การแพทย์ หรือการเดินทาง โดย 5G-ADVANCED จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ ผู้ใช้งาน และระบบประมวลผล ขณะเดียวกัน ยังต้องรองรับความต้องการด้าน Connectivity ที่แตกต่างกันของแต่ละ Use Case เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถนำไปต่อยอดได้จริง
จากแนวทางดังกล่าว AIS วาง 5G-ADVANCED ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้งาน AI ได้หลายระดับ ตั้งแต่ Intelligent Industrial, Smart City, Telemedicine & Health Tech, Autonomous Vehicle ไปจนถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Agentic AI และ Hologram โดยแต่ละ Use Case มีรูปแบบการรับส่งข้อมูลและความต้องการด้าน Connectivity แตกต่างกัน ทว่ามีจุดร่วมคือการอาศัยโครงข่ายที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ใช้งาน อุปกรณ์ รวมถึงระบบประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“5G-ADVANCED ไม่ได้หมายถึงแค่เครือข่ายที่เร็วขึ้น แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีความอัจฉริยะ พร้อมรองรับการทำงานของ AI ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม เมือง ไปจนถึงการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพื่อรองรับการเติบโตของ AI Economy และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต” กิตติ เน้นย้ำ
ไทยพร้อมสู่ ASEAN AI Connectivity Hub
เมื่อโครงข่ายถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานในยุค AI อีกโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างความพร้อมให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ ผู้ใช้งาน และอุปกรณ์ โดยกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลกที่มีสัญญาณ AIS 5G-ADVANCED ครอบคลุมพื้นที่ภายนอกอาคาร (Outdoor) 100% พร้อมขยายความครอบคลุมไปยังเขตอำเภอเมืองครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนการเตรียมโครงข่ายให้รองรับการใช้งานในพื้นที่เมืองและภูมิภาค ตลอดจนเป็นฐานสำหรับต่อยอดบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่

ขณะเดียวกัน AIS ยังเดินหน้าสร้างความพร้อมในฝั่งผู้ใช้งานและอุปกรณ์ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ 5G มากกว่า 19.7 ล้านราย คิดเป็นประมาณ 42% ของฐานลูกค้ารวม พร้อมวางความพร้อมสำหรับการใช้งาน 5G-ADVANCED ไว้ใน 3 ด้าน หรือ 3 Ready ได้แก่ Network Ready, Device Ready และ Usage Ready ครอบคลุมตั้งแต่ความพร้อมของโครงข่าย อุปกรณ์ที่รองรับ ไปจนถึงการใช้งานจริง โดยอุปกรณ์มีตั้งแต่สมาร์ตโฟนระดับ Flagship ไปจนถึงรุ่นที่มีระดับราคาหลากหลาย ขณะที่ผู้ใช้แพ็กเกจ 5G สามารถใช้งาน 5G-ADVANCED ได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มหรือสมัครแพ็กเกจเสริม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าว
กิตติ ระบุว่า เมื่อทั้งโครงข่ายและฐานผู้ใช้งานมีความพร้อม การต่อยอด 5G-ADVANCED จึงสามารถขยับจากการให้บริการด้าน Connectivity ไปสู่การรองรับ Use Case ที่หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่บริการดิจิทัลสำหรับผู้บริโภค ไปจนถึงการใช้งานที่ต้องอาศัย Data และ Connectivity ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและการใช้งานจริงจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่และการเติบโตของ AI Economy
สำหรับประเทศไทย ยังมีปัจจัยพื้นฐานหลายด้านที่สามารถนำมาต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Connectivity และเทคโนโลยีของภูมิภาค ทั้งตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนการเข้ามาลงทุนของผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ ขณะที่คนไทยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้ช่วยขยายตลาดสำหรับบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของ Digital Economy

จากพื้นฐานดังกล่าว AIS จึงตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่ ASEAN AI Connectivity Hub โดยมองว่าการเป็น Hub ของภูมิภาคไม่ได้อาศัยเพียงความพร้อมของโครงข่าย แต่ต้องเชื่อมโยงทั้งเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศดิจิทัล และการนำไปใช้งานจริง เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของ AI และเชื่อมต่อโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับภูมิภาค
ในภาพใหญ่ การพัฒนา 5G-ADVANCED จึงเป็นการขยับบทบาทของโครงข่ายจากระบบ Connectivity ไปสู่ Intelligent Infrastructure ที่รองรับการเติบโตของ Data และ AI ตั้งแต่ระดับผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ต่อยอดสู่เทคโนโลยีและบริการรูปแบบใหม่ในอนาคต ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานในยุค AI ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัย การบริหารจัดการพลังงาน และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยและการเชื่อมต่อกับภูมิภาค
“หากประเทศไทยต้องการก้าวขึ้นเป็น Hub ด้าน Connectivity และเทคโนโลยีของภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อมรองรับทั้ง Data และ AI ดังนั้น 5G-ADVANCED จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับโครงข่ายสู่ Intelligent Infrastructure และสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยรองรับการเติบโตของ AI Economy เชื่อมต่อโอกาสใหม่กับเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน” กิตติ ทิ้งท้าย