ค่ายญี่ปุ่นชิงเค้กอีวี 2 แสนคัน Honda Super-ONE ลุ้นทำราคาสู้จีน
จับตาค่ายรถญี่ปุ่น แก้เกมนำเข้ารถอีวี ท้ารบค่ายจีน อาศัยช่อง JTEPA นำเข้าจากญี่ปุ่น ภาษี 20% ฮอนด้านำเข้าSuper-ONE EV ทั้งคันจากญี่ปุ่นทำ “ราคา” สูสีเปิดตัวสิงหาคมนี้ ขณะที่มาสด้าจ่อ CX-6e นำเข้าอีวีจากจีนเสริมทัพอีกรุ่นปลายปี ขณะที่โตโยต้าอาจมีเซอร์ไพรส์ปลายปีชิงเค้กรถยนต์ไฟฟ้า 2 แสนคันปีนี้
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในเดือนสิงหาคม 2569 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดประเทศไทยอีก 1 รุ่น ได้แก่ Honda Super-ONE EV และถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ 3 ที่ฮอนด้าตัดสินใจนำออกสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ต่อจาก Honda e:N1 และ Honda e:N2 ที่ทำหลังจากก่อนหน้านี้ และถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ในการรุกคืบเข้ามาช่วงชิงยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตลาดประเทศไทย
หลังจากปล่อยให้ค่ายรถอีวีจีนเข้ามาชิงพื้นที่ทางการขายและกวาดยอดขายไปถล่มทลาย เห็นได้จากยอดจดทะเบียนรถใหม่ ป้ายแดง รถยนต์ไฟฟ้าสะสม ในช่วง 6 เดือนแรกของปี พบว่ามียอด 103,087 คัน เพิ่มขึ้น 140% เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่ทำได้ 42,815 คัน และในจำนวนนี้หลัก ๆ มาจากค่ายรถจีน เป็นส่วนใหญ่


สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่รายงานยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมามีจำนวนเพียงกว่า 30,000 คัน ขณะที่ยอดการจำหน่ายรถยนต์นั่งไฟฟ้าทำได้ 104,418 คัน นั้นหมายความว่ามากกว่า 70,000 คันเป็นการนำเข้ามาจากจีน
ส่วนปีนี้คาดว่ายอดขายรถอีวีน่าจะไปแตะระดับ 200,000 คัน และทำให้เกิดความกังวลว่าหากไม่มีการกำหนดกรอบกติกาสำหรับรถยนต์อีวีใหม่ จะทำให้นโยบายการผลักดันเพื่อให้ค่ายรถอีวีเข้ามาลงทุนใช้ไทยเป็นฐานผลิตนั้นอาจจะเกิดความล่าช้า หรือสั่นคลอนได้
เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์อีวีนำเข้าจากจีนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้า (Import Duty) เป็น 0% ขณะที่ภาษีสรรพสามิตเหลือเพียง 2% หากค่ายรถยนต์นั้น ๆ เข้าร่วมมาตรการอีวี 3.0 และ 3.5
แต่หากไม่ได้เข้าร่วมมาตรการภาษีสรรพสามิต 10% เท่านั้น ทำให้เมื่อเทียบกับส่วนต่างดังกล่าวเพียงแค่ 8% เท่านั้น ทำให้หลายคนกังวลว่าค่ายรถยนต์อาจจะหันไปนำเข้ามาจำหน่ายมากกว่าเดินหน้าผลิตในประเทศไทย
และโอกาสที่ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์อีวีอาจจะล่าช้ากว่าเป้าหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นได้ปรับตัว โดยพยายามหาโอกาสทางธุรกิจเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ เพื่อนำเสนอโปรดักต์เพื่อให้ตลาดรถอีวีญี่ปุ่นเกิดและแข่งขันได้ง่ายขึ้น
อย่างก่อนหน้านี้ค่ายโตโยต้าตัดสินใจนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า bZ4X จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่าย ภายใต้การนำเข้าข้อตกลง JTEPA ด้วยอัตราภาษีนำเข้า 20% และภาษีสรรพสามิต 10% แต่เนื่องจากโตโยต้าตัดสินใจเข้าร่วมมาตรการอีวี 3.5 จึงได้รับการสนับสนุนภาษีนำเข้าเป็น 0% และภาษีสรรพสามิต 2% ภายใต้มาตรการดังกล่าว และต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ปิกอัพ ไฮลักซ์ BEV ชดเชยแทน
ขณะที่ค่ายมาสด้าเป็นอีกหนึ่งค่ายที่ตัดสินใจเปิดตัวและทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% เพื่อนำเสนอสินค้า โดยนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า Mada6e จากโรงงานมาสด้า-ฉางอานในจีน มาจำหน่าย และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเช่นเดียวกับอีวีจีนทั่วไป คือ ภาษีนำเข้าเป็น 0% ทำให้มาสด้าทำราคาจำหน่ายออกมาได้ค่อนข้างดี
และในช่วงปลายปีนี้มาสด้ามีแผนนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอีก 1 รุ่น คือ Mazda CX-6e มาทำตลาดเช่นเดียวกัน
ล่าสุดฮอนด้าตัดสินใจนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า Honda Super-ONE EV มาจำหน่ายทั้งคัน (CBU) จากญี่ปุ่น หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่น เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และได้นำรถคันนี้มาจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยืนยันว่าบริษัทเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอีก 1 รุ่นหลังจากเปิดตัว Honda e:N2 ไปแล้ว และตั้งเป้าว่าปีนี้คาดว่าจะมีไม่น้อยกว่า 76,000 คัน ตามแผนที่ได้เปิดตัวซิตี้ ไมเนอร์เชนจ์ และซีวิค s+SHIFT และปลายปีจะมีการแนะนำรถยนต์โมเดลใหม่ที่ยังไม่เคยทำตลาดในประเทศไทยมาอีก 1 รุ่นด้วย
เบื้องต้น Honda Super-ONE EV รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากญี่ปุ่น หากใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ JTEPA ต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 20% และภาษีสรรพสามิต 10% หรือหากไม่ใช้สิทธิ JTEPA ต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 80% และภาษีสรรพสามิต 10%
แต่หากค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นนั้นเข้าร่วมมาตรการอีวี 3.5 เหมือนเช่นโตโยต้า ภายใต้สิทธิ JTEPA ภาษีจะเป็น 0% ขณะที่ภาษีนำเข้าอยู่ที่ 2% เท่านั้น
ทั้งนี้เชื่อว่าจะเป็นการใช้สิทธิประโยชน์ JTEPA และเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ และน่าจับตาว่าฮอนด้าจะสามารถทำราคาจำหน่าย Honda Super-ONE EV ออกมาได้ดีแค่ไหน ต้องติดตาม
สำหรับรถ Honda Super-ONE EV ตามสเป็กที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้มาพร้อมกับตัวถังแบบ Wide Body มีขนาดมิติตัวถังอยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งแบบซับคอมแพ็กต์ ด้วยขนาดความยาว 3,589 มิลลิเมตร, ความกว้าง 1,573 มิลลิเมตร, ความสูง 1,616 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อ Wheelbase 2,520 มิลลิเมตร
มาพร้อมขุมพลังของรถ Honda Super-ONE EV ใช้พลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 162 นิวตันเมตร
มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า FWD แบตเตอรี่ขนาด 29.6 kWh, สามารถวิ่งได้ไกลต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้งด้วยระยะทาง 295 กิโลเมตรต่อชาร์จ
โดยตัวรถรองรับการชาร์จแบบกระแสสลับ AC สูงสุด 6.6 kWh และกระแสตรง DC รองรับสูงสุด 50 kWh ส่วนการชาร์จแบบเร็ว หรือ DC จาก 20-80% ภายในระยะเวลา 30 นาที
รถคันนี้ยังมีสวิตช์เลือกโหมดการขับขี่ BOOST Mode, เสียงสังเคราะห์ Acitve Sound Control ขณะที่ช่วงล่างปรับจูนแบบ Lowered Suspension ไฟหน้าแอลอีดีแบบกลม ส่วนไฟท้ายแอลอีดี ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว
เบรกมือไฟฟ้า, เบาะนั่งแบบสปอร์ต, เกียร์แบบปุ่มกด Gearshift Button ใช้เครื่องเสียง BOSE Surround Sound System ลำโพง 8 ตำแหน่ง มาพร้อมกับฮอนด้าใส่ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Honda SENSING – ADAS มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่าง Adaptive Cruise Control with Low-Speed Following, ระบบเตือนการชนด้านหน้า Collision Mitigation Braking, ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist, ระบบเตือนรถออกนอกเลน Road Departure Mitigation with Lane Departure Warning และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
ทั้งนี้คาดว่าฮอนด้าจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Honda Super-ONE EV ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้