มิตซูบิชิ ปาเจโร เนียน นุ่ม แรง หรู
คอลัมน์ : เทสต์ คาร์ ผู้เขียน : วุฒิณี ทับทอง
แม้จะยังไม่เปิดตัว และประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สำหรับรถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร ได้รับการตอบรับและกระแสสนใจจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลาม ทีมมิตซูบิชิ ประเทศไทย จัดทริปทดสอบรถก่อนเปิดตัวกันถึง จ.เชียงใหม่
การกลับมาของปาเจโร เจเนอเรชั่นที่ 5 มิตซูบิชิทำการบ้านมาค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะการดีไซน์หน้าตาหลายคนออกปากชม งามสมความเป็น “มิตซูบิชิ ปาเจโร”
รถมีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นเริ่มต้น GLS, รุ่นกลาง คือรุ่น GSR และรุ่นท็อป SUPER EXCEED
แต่ละรุ่นมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามสเป็ก
จุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ กระจังหน้า ที่มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ แบบเคนโด้ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหน้ากากของกีฬาเคนโด้นั้น จะมีอยู่ในรุ่น GLS และ GSR
ส่วนกระจังหน้าแบบรังผึ้ง อยู่ในรุ่นท็อป ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED ในรุ่นท็อปใส่เพิ่มระบบปรับลำแสงมาให้
ล้อแม็กรุ่นเริ่มต้น ใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว ส่วนรุ่นกลางและรุ่นท็อปเป็นล้อขนาด 20 นิ้ว บานประตูฝาท้ายใส่ประตูไฟฟ้ามาให้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ติดตั้งสปอยเลอร์หลัง บันไดข้าง ราวหลังคา เสาอากาศแบบครีบฉลาม มาในทุกรุ่น
ภายในห้องโดยสาร รุ่นเริ่มต้นและรุ่นกลางห้องโดยสารสีดำ ส่วนรุ่นท็อปเป็นสีทูโทน ดำ/น้ำตาล เบาะนั่งทั้ง 7 ที่ให้ความรู้สึกสบายและเป็นส่วนตัว
เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางพร้อมระบบระบายอากาศ ใช้กระจกอะคูสติก ช่วยให้การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารค่อนข้างเงียบ โดยเฉพาะเสียงรบกวนจากภายนอก
จุดที่ชื่นชอบ สะดุดตา คือ มือจับขึ้น-ลงรถมีมาให้ถึง 4 ตำแหน่ง และมือจับบนแผงหลังคาอีก 6 ตำแหน่ง
หน้าจอสัมผัสและจอแสดงผลข้อมูลขนาดใหญ่เด่นชัด ขนาด 14.3 นิ้วในรุ่นท็อป ส่วนรุ่นรองและเริ่มต้นจอขนาด 12.3 นิ้ว ชุดเครื่องเสียงใช้ DYNAMIC SOUND MUSIC YAMAHA ULTIMATE ลำโพง 12 ตัวมาให้ และมีช่องเก็บความเย็นมาให้ด้วย
“ประชาชาติธุรกิจ” เริ่มต้นที่แทร็กออฟโรดก่อน โดยได้ขึ้นนั่งหลังพวงมาลัยเป็นคนสุดท้าย ตามที่ทีมงานเซตไว้ มีฝนตกลงมาไม่ขาดสาย ทำให้แทร็กค่อนข้างจะลื่น และมีโคลนอยู่เป็นทุน เส้นทางทดสอบผ่านมือบรรดาเพื่อน พี่มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 รอบ แทร็กไม่ต่างจาก “หนังหมู”
มิตซูบิชิ ปาเจโร รุ่น SUPER EXCEED ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เครื่องยนต์เกียร์และช่วงล่างได้รับการพัฒนาใหม่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ช่วงล่างหน้าอิสระปีกนกคู่ คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ช่วงล่างด้านหลังแบบ 5 มัลติลิงค์คอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลง รัศมีวงเลี้ยว 5.8 เมตร มี 7 โหมดการขับขี่ให้เลือกตามสภาพเส้นทาง
พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าของรถคันนี้ช่วยได้เยอะ เวลาควบคุมทำให้ไม่ต้องออกแรงมาก แถมยังใส่ความสะดวกสบายกับมุมมองของกล้อง 360 องศา มีมุมมองจากใต้พื้นทำให้ช่วยหลบหลีกสิ่งกีดขวาง อุปสรรคได้เป็นอย่างดี เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่นำรถคันนี้ไปใช้ในเส้นทางออฟโรด หรือเส้นทางที่มีทัศนวิสัยที่ค่อนข้างจำกัด
เส้นทางการทดสอบมีเพียงแค่ 2 กิโลเมตร แต่เราใช้เวลาเฉลี่ยคนละ 20-25 นาที จึงจะพารถมิตซูบิชิ ปาเจโร ออกมาได้ ออกตัวด้วยโหมด 4H GRAVEL ค่อย ๆ เคลื่อนตัวรถออกไปตามเส้นทางกำหนดด้วยความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผ่านเส้นทางขรุขระ ก่อนตัดเข้าสู่เส้นทางหลุมบ่อ เนินหลุม ตรงนี้จะเห็นถึงผิวสัมผัส การให้ตัว และการยืดหยุบของช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนามาใหม่ มีการใช้เหล็กที่มีความหนาขึ้นทำให้ช่วยซับแรงกระแทกและกันโยนเข้ามาภายในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี
เข้าทางโค้งตรงนี้เราได้ใช้ระบบการควบคุม AYC ทำให้ควบคุมรถเข้าไปในทางโค้งได้อย่างมั่นใจ ก่อนเข้าไปสู่ในช่วงของเนินเอียงสลับ ตรงนี้เปลี่ยนโหมดการขับขี่เป็น 4HLc และ Normal ในส่วนของเนินเอียงสลับในมุมมองด้านหน้า มุมจากมุมปะทะ และรอบคันของตัวรถยังมีกล้องมาช่วยเสริมความมั่นใจ
เมื่อเข้าสู่ทางโคลน ปรับโหมดอีกครั้ง 4HLC Mud R/D lock ตรงนี้ช่วยทำให้รถมีความสามารถในการตะกุยไปบนทางโคลนได้ดียิ่งขึ้น จังหวะที่รถติดอยู่กับโคลนเพียงแค่กดคันเร่งย้ำเบา ๆ ระบบภายในตัวรถจะช่วยกันจัดการ รถจะค่อย ๆ ขยับจากที่เอียงอยู่ปรับตัวเข้ามาที่ตั้งตรง แล้วส่งพลังผ่านล้อทั้งสี่ตะกุยผ่านทางโคลนได้อย่างสบาย
เข้าสู่เส้นทางของการขึ้นลงเนิน โดยใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ผ่านเส้นทางมาได้แบบสบาย ก่อนมาลงในส่วนของเส้นทางที่เป็นลำธารหิน ปรับโหมดการขับขี่อีกที เพื่อให้เหมาะกับสภาพการขับขี่ เมื่อหลุดจากเส้นทางนี้แล้วยังพอมีเวลาให้ขับส่วนของทางออนโรด
ถือว่ามิตซูบิชิ ปาเจโร มีความสะดวกสบายแก่ผู้ขับและผู้โดยสารอย่างแท้จริง
แม้รูปร่างของตัวรถจะมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคันที่คุมง่าย ทัศนวิสัยด้านหน้า-หลังดี
จังหวะกดคันเร่งออกตัวอาจจะมีการต้องรอให้เครื่องยนต์ตอบสนองเล็กน้อย แต่เมื่อวิ่งไปทางตรงยาว ๆ ถือได้ว่าการตอบสนองของคันเร่งทำได้ดีระดับหนึ่ง
ติดอยู่หนึ่งอย่าง คือเรื่องของเสียงเครื่องยนต์ที่เล็ดลอดเข้ามาภายในห้องโดยสารค่อนข้างดังไปนิด
ขณะที่เรื่องของระบบช่วงล่างและการทรงตัวมิตซูบิชิเซตมาได้ดี แม้จะวิ่งด้วยย่านความเร็วสูงแต่ยังรู้สึกมั่นใจ
รวมถึงการเซตระบบเบรกที่ใช้แบบหม้อลมไฟฟ้า รู้สึกเนียนเท้าสมกับความเป็นรถระดับเอสยูวี ส่วนใครที่ชอบความแรงแบบกระโชกโฮกฮากรถคันนี้อาจไม่ตอบโจทย์ เพราะลักษณะการตอบสนองของเครื่องยนต์มีความแรงแต่ไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดขึ้นมา เป็นความแรงในย่านความเร็วสูงที่มาในสไตล์นิ่ง ๆ เนียน ๆ
ช่วงขับขึ้นลงเขาที่มีทางโค้งให้เล่นหลาย ๆ จุด บอกเลย “ยิ่งขับยิ่งมั่นใจ” เข้าตัวแป้นเเพดเดิลชิฟต์มาให้เราเลย หรือจะเลือกปรับลดเกียร์ที่คันเกียร์ก็ทำได้ ให้ความรู้สึกเป็นอิสระสูง เหมือนวิ่งในเส้นทางแคบ เพราะขนาดของตัวรถไม่ได้เป็นอุปสรรค
หรือลดทอนความคล่องตัวแต่อย่างใด
ถึงตรงนี้มิตซูบิชิตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้เดือนละ 1,000 คันนั้น ดูจะเป็นตัวเลขที่ไม่เกินกำลัง เหลือเเค่รอการประกาศราคาขายอย่างเป็นทางการ ถ้ารุ่นท็อปไม่ข้าม 2 ล้านบาทได้รับรองว่ายอดขายกระจุย