เลือกตั้ง 2566 : เปิดนโยบายหาเสียง “หลักพันล้าน-แสนล้าน” ของ 4 พรรค จาก 2 ขั้วการเมือง

ในขณะที่พรรคการเมืองต่าง ๆ แข่งกันออกนโยบาย ลด-แลก-แจก-เพิ่ม เพราะหวังช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนในการเลือกตั้ง 14 พ.ค. นี้ แต่ละนโยบายกำลังถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบที่มา-ความคุ้มค่า-ความเสี่ยง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยนโยบายหาเสียงของ 70 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ต่อสาธารณะ ก่อนตรวจสอบความเป็นไปได้ และพิจารณาว่ามีการปกปิดข้อมูลที่ควรแจ้งหรือไม่

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 57 กำหนดให้พรรคการเมืองที่โฆษณานโยบายหาเสียง ต้องชี้แจงข้อมูลต่อ กกต. ใน 3 ประเด็น โดยระบุวงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ, ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย

เมื่อ กกต. ตรวจสอบแล้ว มีอำนาจสั่งให้ดำเนินการให้ถูกต้อง หากสั่งแล้วไม่ทำ พรรคการเมืองนั้น ๆ อาจถูกปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับอีกวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

บีบีซีไทยตรวจสอบเอกสารที่ 4 พรรคหลัก จาก 2 ขั้วการเมือง ส่งตรงถึงสำนักงาน กกต. แล้วประมวลนโยบายหาเสียงที่เป็น “บิ๊กโปรเจกต์” ทั้งนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปีล่าสุดของประเทศปี 2566 อยู่ที่ 3,185,000 ล้านบาท

ต่อไปนี้เป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ แจ้งว่าต้องใช้เงินดำเนินการเกินพันล้านบาท

พท. ใช้ 1.8 ล้านล้าน ดัน 20 นโยบาย

พรรคเพื่อไทย (พท.) ส่งเอกสารชี้แจงต่อ กกต. ทั้งสิ้น 60 หน้า บรรจุ 70 นโยบายหาเสียง เฉพาะนโยบายหลักพันล้านขึ้นไป มีทั้งหมด 20 เรื่อง ใช้เม็ดเงิน 1,813,500 ล้านบาท/ปี

ระดับแสนล้าน มี 3 นโยบาย วงเงินรวม 1,360,000 ล้านบาท

  • กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล ใช้วงเงิน 560,000 ล้านบาท
  • บริหารจัดการน้ำ : ไม่ท่วม ไม่แล้ง ชนบทมีน้ำกินน้ำใช้ด้วยระบบบาดาล ใช้วงเงินเบื้องต้น 500,000 ล้านบาท
  • สวัสดิการผู้สูงอายุ ใช้วงเงิน 300,000 ล้านบาท
พท.

EPA : แคนดิเดตนายกฯ แกนนำ และผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย

 

ระดับหมื่นล้าน มี 11 นโยบาย วงเงินรวม (เฉพาะปีแรก) 416,700 ล้านบาท

  • เงินสมทบคนสร้างตัว ใช้วงเงิน 90,000 ล้านบาท
  • เชื่อมโยงโรงข่ายรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ ใช้วงเงิน 80,000 ล้านบาท/ปี (10 ปี – รวมแล้ว 800,000 ล้านบาท)
  • เชื่อมโยงรถไฟขนส่งสินค้าจากลาวเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้วงเงิน 45,000 ล้านบาท/ปี (9 ปี – รวมแล้ว 405,000 ล้านบาท)
  • รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย ใช้วงเงิน 40,000 ล้านบาท+8,000 ล้านบาท/ปี
  • เงินเดือนคนจบปริญญาตรี 25,000 บาท ใช้วงเงินเพิ่มขึ้น 40,000 ล้านบาท
  • สนับสนุนและส่งเสริมเอสเอ็มอี ใช้วงเงิน 30,000 ล้านบาท
  • One Tablet per Child with free internet ใช้วงเงิน 29,000 ล้านบาท
  • ยกระดับรถไฟโดยสารทั่วประเทศให้สามารถเดินทางแบบไปกลับประจำได้อย่างแท้จริง ใช้วงเงิน 11,700 ล้านบาท/ปี
  • ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค ใช้วงเงินเพิ่มขึ้นจากเดิม 20,000 ล้านบาท
  • ลดภาระหนี้ประชาชน ใช้วงเงิน 13,000 ล้านบาท
  • 1 ครอบครัว 1 ศักยภาพ ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท

ระดับพันล้าน มี 7 นโยบาย วงเงินรวม 36,800 ล้านบาท

  • พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ใช้วงเงิน 8,000 ล้านบาท
  • เพิ่มงบประมาณให้กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา ใช้วงเงิน 8,000 ล้านบาท
  • เรียนฟรีต้องฟรีจริง เพิ่มงบอาหารกลางวัน 20% มีรถรับส่ง ใช้วงเงิน 7,000 ล้านบาท
  • อาชีวะฟรีมีอยู่จริง ปั้นสถาบันอาชีวะเป็นศูนย์สร้างสรรค์สร้างตัวได้ ใช้วงเงิน 5,000 ล้านบาท
  • 1 ทุน 1 อำเภอ ใช้วงเงิน 3,000 ล้านบาท
  • รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ใช้วงเงิน 3,000 ล้านบาท
  • One Tablet per Teacher with free internet ใช้วงเงิน 2,800 ล้านบาท
เศรษฐา

กองโฆษก พรรคเพื่อไทย ซ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ประกาศเติมเงินในกระเป๋าดิจิทัล ในระหว่างเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคครบทั้ง 3 คน เมื่อ 6 เม.ย.

 

สำหรับนโยบายที่ถูกจับตามองมากที่สุด หนีไม่พ้น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนรวม 50 ล้านคน เพื่อให้ใช้จ่ายใกล้บ้านระยะทางไม่เกิน 4 กม. ระยะเวลาการใช้ 6 เดือน

พท. ระบุว่าใช้งบประมาณ 560,000 ล้านบาท ใช้การบริหารระบบงบประมาณปกติและบริหารระบบภาษี ซึ่งมีที่มาจาก 4 แหล่ง

1. ประมาณการว่าปี 2567 รัฐจะจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 260,000 ล้านบาท

2. การจัดเก็บภาษีนิติบุคคลจะเพิ่ม 100,000 ล้านบาท

3. การบริหารจัดการงบประมาณ 110,000 ล้านบาท

4. การบริหารงบประมาณด้านสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน 90,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม พท. ระบุว่า “สามารถปรับเปลี่ยนตามความเหม่ะสมตามสถานการณ์ด้านการคลังของประเทศ”

เรื่องความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย คำชี้แจงของ พท. สรุปได้ว่า ประชาชนจะได้รับเงินดิจิทัลก้นถุง ที่มีเงื่อนไขเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดเงินหมุนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างเท่าเทียม และขยายตัวสูงกว่าเม็ดเงินที่ใช้, ประชาชนทุกคนมีกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมาตรการทางการคลังในอนาคต, ประเทศเข้าสู่ระบบการเงินรูปแบบใหม่ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน และภาคธุรกิจได้รับอานิสงศ์จากกำลังซื้อประชาชนที่เพิ่มขึ้น

ส่วนผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายนั้น พท. ไม่ได้ระบุถึงฉากทัศน์ด้านลบ แต่อ้างถึงผลบวกจากการยกระดับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ การกระจายตัวของเม็ดเงินในระดับชุมชน และการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

ก้าวไกล ใช้ 1.4 ล้านล้าน ทำ 32 นโยบาย

พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ส่งเอกสารชี้แจงต่อ กกต. ทั้งสิ้น 55 หน้า บรรจุ 52 นโยบายหาเสียง เฉพาะนโยบายหลักพันล้านขึ้นไป มีทั้งหมด 32 เรื่อง ใช้เม็ดเงิน 1,487,850 ล้านบาท

ระดับแสนล้าน มี 3 นโยบาย วงเงินรวม 900,000 ล้านบาท

  • สวัสดิการ “สูงอายุ” ใช้วงเงิน 500,000 ล้านบาท เป็นเงินบำนาญผู้สูงอายุเดือนละ 3,000 บาท
  • เพิ่มงบจังหวัดจัดการตนเอง ใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุน อปท.
  • การศึกษาเท่าทันโลก ใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท เป็นการอุดหนุนงบให้ TCAS เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการสมัครเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียน
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

กองโฆษก พรรคก้าวไกล : พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

 

ระดับหมื่นล้าน มี 16 นโยบาย วงเงินรวม 540,950 ล้านบาท

  • สวัสดิการ “ทุกช่วงวัย” ใช้วงเงิน 98,500 ล้านบาท เป็นเบี้ยผู้พิการเดือนละ 3,000 บาท และอุดหนุนงบประมาณให้ อปท. จัดทำบริการสาธารณะเพิ่มเติม
  • สวัสดิการ “ทำงาน” ใช้วงเงิน 56,000 ล้านบาท เป็นเงินรัฐที่ต้องสมทบให้กับประกันสังคมถ้วนหน้าและคูปองเสริมทักษะ
  • ปลดหนี้เกษตรกร ใช้วงเงิน 52,500 ล้านบาท เป็นเงินที่รัฐใช้ในการปลดหนี้เกษตรกรสูงวัย (ใช้ครั้งเดียว)
  • สวัสดิการ “เกิด” ใช้วงเงิน 50,000 ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนเด็กเล็กและของขวัญแรกเกิด
  • สวัสดิการ “เติบโต” ใช้วงเงิน 44,600 ล้านบาท เป็นการอุดหนุนให้กองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา และเพิ่มงบรายหัวของนักเรียน
  • ส่งเสริมเอสเอ็มอี ใช้วงเงิน 44,000 ล้านบาท เป็นการอดุหนุยงบให้ บสย. เพื่อค้ำประกันความเสี่ยงในการกู้เงินของเอสเอ็มอี และเพื่อดำเนินการตามโครงการหวยใบเสร็จ
  • การศึกษาที่ฟรีจริง ใช้วงเงิน 33,000 ล้านบาท เป็นการอุดหนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาเพิ่มเติม เช่น ค่าอาหารกลางวัน, ค่าเดินทางของนักเรียน
  • ฟื้นฟูผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล ใช้วงเงิน 33,350 ล้านบาท เป็นเงินที่รัฐสมทบให้กองทุนดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยติดเตียง
  • ลดต้นทุนเกษตรกร ใช้วงเงิน 30,000 ล้านบาท เป็นการอุดหนุนงบพัฒนาแหล่งน้ำให้ อปท. และอุดหนุนค่าปุ๋ย
  • สร้างงาน เพิ่มรายได้/สร้างงาน ซ่อมประเทศ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนของการจ้างงานโดยรัฐ เช่น ผู้ดูแลเด็กเล็ก ผู้ดูแลผู้สูงอายุ
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ใช้วงเงิน 17,000 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายของคูปองพัฒนาการการเรียนรู้
  • สุขภาพกายดี ใช้วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มงบตรวจคัดกรองมะเร็. เพิ่มวัคซีนในบัญชีวัคซีนหลัก และการส่งเสริมสุขภาพ
  • ปฏิรูปกองทัพ ใช้วงเงิน 12,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสวัสดิการและเงินเดือนของทหาร
  • ปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท เป็นเงินสมทบกองทุนพิสูจน์สิทธิในที่ดิน (ใช้ครั้งเดียว)
  • เอาจริงกับโลกร้อน (เชิงรุก) เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท เป็นงบสำหรับส่งเสริมการปลูกป่าและการพัฒนาพื้นที่สีเขียว
  • คมนาคมเพื่อทุกคน ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท เป็นงบอุดหนุน อปท. เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและอุดหนุนค่าโดยสาร
ก.ก.

กองโฆษก พรรคก้าวไกล

 

ระดับพันล้าน มี 13 นโยบาย วงเงินรวม 46,900 ล้านบาท

  • คืนชีวิตให้ชาวประมง ใช้วงเงิน 6,000 ล้านบาท เป็นการที่รัฐจ่ายเงินซื้อเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายประมง (ใช้ครั้งเดียว)
  • เอาจริงกับโลกร้อน (เชิงรับ) : ช่วยประชาชนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นแล้ว ใช้วงเงิน 4,300 ล้านบาท เป็นการอุดหนุนเงินให้ อปท. เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติและการจ่ายเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ
  • อากาศสะอาด ใช้วงเงิน 5,000 ล้านบาท เป็นการจูงใจเกษตรกรให้ลดการเผาพืชไร่ และงบอุดหนุนการตรวจสภาพรถยนต์
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ใช้วงเงิน 5,000 ล้านบาท เป็นงบสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
  • เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาท เป็นการอุดหนุนงบให้ อปท. เพื่อจัดการผลผลิตเกษตรล้นตลาด
  • เพิ่มทางเลือกรักษาได้ใกล้บ้าน ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบโทรเวช (เทเลเมดิซีน)
  • ดูแลบุคลากรทางการแพทย์ ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานล่วงเวลา
  • สร้างสังคม คนเท่ากัน ใช้วงเงิน 3,600 ล้านบาท เป็นเงินจ้างผู้พิการในหน่วยงานรัฐ
  • ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใช้วงเงิน 3,000 ล้านบาท สำหรับการทำประชามติ 2 ครั้ง
  • เลือกตั้งผู้บริหารจังหวัด ใช้วงเงิน 3,000 ล้านบาท เป็นค่าจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ (ใช้ครั้งเดียว)
  • เพิ่มรายได้ใหม่เกษตรกร ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นการอุดหนุนงบสำหรับการตรวจรับรองมาตรฐาน GAP และ GMP
  • สุขภาพใจดี ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มงบตรวจคัดกรองสุขภาพจิตประจำปี และเพิ่มค่าตอบแทนบุคลากร
  • ดูแลหมา-แมวถ้วนหน้า ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท เป็นค่าฉีดวัคซีน/ทำหมันสุนัขและแมว และเงินอุดหนุน อปท. ในการปรับปรุงศูนย์พักพิงสัตว์จร
ธร

กองโฆษก พรรคก้าวไกล : ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล

 

สำหรับนโยบายของ ก.ก. ชุด “สวัสดิการไทยก้าวหน้า” เป็นนโยบายที่ต้องใช้วงเงินดำเนินการสูงสุด เพราะเป็นการจัดสวัสดิการให้ประชาชนตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาถึงวันสุดท้ายของชีวิต โดยวงเงินรวมถึง 749,100 ล้านบาทในปีแรก

ทุกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการ ก.ก. แจ้งว่า จะใช้งบจากภาษีที่รัฐจะเก็บได้ภาครัฐรูปแบบใหม่และปรับปรุงระบบภาษี ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 650,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามมีการระบึผลกระทบและความเสี่ยงเอาว่า งบประมาณอาจมากขึ้นจากประมาณการจากสาเหตุต่าง ๆ และรายได้อาจจัดเก็บได้น้อยกว่าประมาณการ

สำหรับที่มาของเงินจากส่วนอื่น ๆ นอกจากเงินภาษี ก.ก. แจ้งไว้ ดังนี้

สวัสดิการ “เกิด” ใช้วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าของขวัญแรกเกิด 3,000 บาท ให้พ่อ-แม่ซื้อสิ่งของจำเป็นในการเลี้ยงลูก, เงินเด็กเล็ก เดือนละ 1,200 บาท, สิทธิลาคลอด 180 วัน พ่อแม่แบ่งกันได้ และศูนย์เลี้ยงเด็กใกล้บ้าน-ที่ทำงาน ทั้งนี้ ก.ก. ชี้แจงว่า ใช้งบเพิ่มเติมจากเงินอุดหนุนเด็กเล็กเดิมที่จัดสรรไว้ปีละประมาณ 16,000 ล้านบาท

สวัสดิการ “เติบโต” ใช้วงเงิน 44,600 ล้านบาท เพื่อทำโครงการเรียนฟรี อาหารฟรี มีรถรับส่ง, คูปองเปิดโลก ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน และผ้าอนามัยไม่เก็บ VAT แจกฟรีในโรงเรียน ทั้งนี้ ก.ก. ชี้แจงว่า ใช้งบของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเปลี่ยนการเกลี่ยงบรายหัวนักเรียนใหม่ให้เหมาะสม และเงินภาษีที่เก็บได้มากขึ้น

สวัสดิการ “ทำงาน” ใช้วงเงิน 56,000 ล้านบาท เพื่อปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปี เริ่มต้นวันละ 450 บาท รัฐช่วยเอสเอ็มอีเดือนแรก, สัญญาจ้างเป็นธรรม ทำงานไม่เกิน 40 ชม./สัปดาห์, แรงงานทุกกลุ่มตั้งสหภาพได้, ประกันสังคมถ้วนหน้า เจ็บป่วยได้เงินชดเชย-ค่าเดินทางหาหมอ และเรียนเสริมทักษะ-เปลี่ยนอาชีพ 5,000 บาท/ปี ทั้งนี้ ก.ก. ชี้แจงว่า ใช้เงินภาษีที่เก็บได้มากขั้น ซึ่งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะใช้งบ 16,000 ล้านบาท แต่ใช้เฉพาะปีแรกเท่านั้น ส่วนงบในปีต่อ ๆ ไปอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท

สวัสดิการ “สูงอายุ” ใช้วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเป็นบำนาญผู้สูงอายุเดือนละ 3,000 บาท และเจ็บป่วยติดเตียงมีระบบดูแล ทั้งนี้ ก.ก. ชี้แจงว่า ใช้งบบางส่วนที่ตั้งไว้สำหรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดิมปีละ 80,000 ล้านบาท

สวัสดิการ “ทุกช่วงวัย” ใช้วงเงิน 98,500 ล้านบาท เพื่อทำโครงการบ้านตั้งตัว 350,000 หลัง, น้ำประปาดื่มได้ทุกพื้นที่, รถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด, รถเมล์และรถไฟฟ้า 8-45 บาทตลอดสาย, เติมเน็ตฟรี 1 GB/เดือน และค่าทำศพถ้วนหน้า 10,000 บาท ทั้งนี้ ก.ก. ชี้แจงว่า ใช้งบบางส่วนจากงบที่ตั้งไว้เป็นเบี้ยคนพิการปีละ 20,000 ล้านบาท และงบจังหวัดจัดการตนเองที่ตั้งไว้ปีละ 17,500 ล้านบาท

พปชร. ใช้ 9.9 แสนล้าน ผลัก 11 นโยบาย

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่งเอกสารชี้แจงต่อ กกต. ทั้งสิ้น 13 หน้า บรรจุ 14 นโยบายหาเสียง เฉพาะนโยบายหลักพันล้านขึ้นไป มีทั้งหมด 11 เรื่อง ใช้เม็ดเงิน 996,266 ล้านบาท

ระดับแสนล้าน มี 4 นโยบาย วงเงินรวม 898,266 ล้านบาท

  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 3,000 บาท, 70 ปี ขึ้นไป 4,000 บาท และ 80 ปีขึ้นไป 5,000 บาท ใช้วงเงิน 495,658 ล้านบาท
  • กองทุนประชารัฐ 300,000 ล้านบาท ใช้วงเงินงบประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท (3 ปี – รวมแล้ว 300,000 ล้านบาท)
  • แม่-บุตร-ธิดา ประชารัฐ ใช้วงเงิน 174,216 ล้านบาท
  • บัตรประชารัฐ 700 บาท และฟรีประกันชีวิตประชารัฐ ใช้วงเงิน 128,392 ล้านบาท
พปชร.

กองโฆษก พปชร. : พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นำทีมแกนนำ พปชร. ทำท่า “ลุงป้อม 700 บาท” หลังประกาศนโยบายเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 700 บาท/เดือน เมื่อ 17 เม.ย.

 

ระดับหมื่นล้าน มี 3 นโยบาย วงเงินรวม 86,000 ล้านบาท

  • เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ใช้วงเงิน 52,000 ล้านบาท
  • ก๊าซประชาชน ใช้วงเงิน 24,000 ล้านบาท
  • การบริหารจัดการน้ำ ใช้งบเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10,000 ล้านบาท

ระดับพันล้าน มี 4 นโยบาย วงเงินรวม 12,000 ล้านบาท

  • สุขภาพครบวงจร ใช้งบเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5,000 ล้านบาท
  • การบริหารจัดการที่ดิน ใช้งบเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3,000 ล้านบาท
  • สิ่งแวดล้อม ฝุ่น PM 2.5 ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท
  • สังคมสีขาว ใช้งบเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2,000 ล้านบาท

สำหรับนโยบายหาเสียงของ พปชร. ที่พรรคพยายามชูเป็นจุดขายที่สุด หนีไม่พ้น กองทุนประชารัฐ 300,000 ล้านบาท พร้อมกำหนดเป็นมาตรการ “3 เร่งด่วน 7 เร่งรัด” ซึ่ง พปชร. ชี้แจงว่า จะจัดสรรงบ 3 ปี ปีละ 100,000 ล้านบาท โดยใช้การบริหารงบปรมาณรายจ่ายประจำปีอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบุว่า “ไม่มี” ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ทั้งนี้การใช้จ่ายงบจากกองทุนฯ จะใช้เท่าที่จำเป็นในแต่ละปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ หากเศรษฐดีขึ้นแล้ว การใช้งบก็จะลดลง

ไส้ในของโครงการนี้ จะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ, ให้สินเชื่อประชารัฐสร้างอาชีพ 50,000 บาท, เติมทุนให้เอสเอ็มอีผ่านสถาบันการเงินของรัฐ ระยะเวลากู้ 5-7 ปี ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก และดอกเบี้ยไม่เกิน 2%, ให้ทุนตั้งตัวสำหรับสตาร์ทอัพสูงสุด 5 ล้านบาท ฯลฯ

รทสช. ไร้โครงการแสนล้าน ใช้ 2.5 แสนล้าน ปั๊ม 11 นโยบาย

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ส่งเอกสารชี้แจงต่อ กกต. ทั้งสิ้น 41 หน้า บรรจุ 11 นโยบายหาเสียง ใช้เม็ดเงินรวม 250,000 ล้านบาท

ระดับแสนล้าน ไม่มี

ระดับหมื่นล้าน มี 7 นโยบาย วงเงินรวม 238,000 ล้านบาท

  • บัตรสวัสดิการพลัส ใช้วงเงิน 71,000 ล้านบาท โดยให้สิทธิผู้มีรายได้น้อยซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค ภายใต้วงเงินคนละ 1,000 บาท/เดือน
  • คนละครึ่งภาค 2 จำนวน 26 ล้านสิทธิ์ ใช้วงเงิน 40,000 ล้านบาท
  • เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 40,000 ล้านบาท โดยเพิ่มให้เท่ากันทุกช่วงอายุคนละ 1,000 บาท/เดือน
  • กองทุนฉุกเฉินประชาชน ใช้วงเงิน 30,000 ล้านบาท
  • เพิ่มเงินสมทบของภาครัฐเพื่อให้แกรงงานในระบบประกันสังคมมีรายได้ 10,000 บาท/เดือน ใช้วงเงิน 29,000 ล้านบาท
  • เที่ยวด้วยกันเมืองรองภาค 2 จำนวน 5 ล้านสิทธิ์ ใช้วงเงิน 18,000 ล้านบาท
  • ค่าตอบแทน อปพร. ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยให้ อปพร. คนละ 1,000 บาท
รทสช.

EPA

 

ระดับพันล้าน มี 4 นโยบาย วงเงินรวม 12,000 ล้านบาท

  • ลดต้นทุนเกษตรกร ใช้วงเงิน 6,000 ล้านบาท เป็นค่าช่วยเก็บเกี่ยวเกษรกรไรละ 2,000 บาท ไม่เกิน 5 ไร่/ครัวเรือน
  • ช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาท โดยปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 10 ปี เป็น 1,000 บาท/เดือน
  • 1 อำเภอ 100 ทุนการศึกษา ในโรงเรียนของรัฐด้านอาชีวะและสาขาที่คลาดต้องการ ทุนละ 10,000 บาท/ปี ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท
  • กองทุนพ่อเลี้ยงเดี่ยว-แม่เลี้ยงเดี่ยว ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท

สำหรับนโยบายหาเสียงของ รทสช. ที่ขับเคี่ยว-แข่งขันกันอย่างหนักกับ “พรรคพี่” อย่าง พปชร. หนีไม่พ้น การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่ง พปชร. เรียกชื่อเล่นว่า “บัตรลุงป้อม” โดยเพิ่มเป็น 700 บาท/เดือน แต่ รทสช. เรียกว่า “บัตรลุงตู่” โดยเพิ่มสิทธิรับเงินเป็น 1,000 บาท/เดือน และใช้สิทธิฉุกเฉินได้ในวงเงิน 10,000 บาท

รทสช. ชี้แจงว่า โครงการบัตรสวัสดิการพลัส คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในปีงบประมาณ 2567 โดยใช้วงเงินงบประมาณ 71,000 ล้านบาท/ปี โดยที่มาของเงินจะมาจากกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งประกอบด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐบาลราว 70,000 ล้านบาท/ปี

ส่วนผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายนั้น รทสช. ระบุว่า “ไม่มีความเสี่ยง แต่มีข้อจำกัดในงบประมาณแผ่นดิน แต่ยังอยู่ในช่วงที่สามารถบริหารจัดการได้” ทั้งนี้การใช้เงินจากกองทุนฯ จะอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการประชารัฐฯ และย้ำว่าการให้วงเงินและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้มีสิทธิผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จึงมีความเสี่ยงด้านการทุจริตต่ำ


หมายเหตุ : ข่าว บีบีซีไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว