ความภูมิใจของคนไทย วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ยูเนสโกขึ้นบัญชี มรดกโลก
ตามที่ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร แถลงข่าวเปิดเผยว่า เนื่องในโอกาส 100 ปี วันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 5 ธันวาคม 2570 กรมศิลปากรได้จัดทำโครงการปรับปรุง พัฒนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิด ซึ่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่พระองค์ทรงเปิด เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2517 ซึ่งถือเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกในภาคใต้ กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
หลังจากประเทศไทยได้มีความพยายามในการผลักดันวาระของประเทศไทยในการเสนอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ในบัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกมาเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2555 วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการบรรจุรายชื่อในบัญชีชั่วคราว (Tentative List)
โดย วธ.ในฐานะคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรมได้มอบหมายกรมศิลปากรให้คำปรึกษาแนะนำการปรับปรุงเอกสารนำเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ของแหล่งวัดพระมหาธาตุฯ อย่างใกล้ชิด ในการปรับเปลี่ยนและเลือกคุณค่าโดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value หรือ OUV) ที่แสดงถึงคุณค่าความสำคัญในระดับโลกของวัดพระมหาธาตุฯ ซึ่งได้ส่งร่างเอกสารไปขอรับการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและความครบถ้วนของเอกสารจากศูนย์มรดกโลก เมื่อเดือนกันยายน 2567

กระทั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่หนึ่ง และหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ประกอบด้วย กรมศิลปากร สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ และจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อผลักดันวาระของประเทศไทยในการเสนอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ในบัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (วาระที่ 8B) “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก
โดยได้นำเสนอคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (Outstanding Universal Value) ทั้งในมิติของการเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนการเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต (Living Heritage) ซึ่งปรากฏผ่านประเพณีการแห่ผ้าขึ้นธาตุที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

และในครั้งนี้เองคนไทยในทั้งประเทศได้เฮ เมื่อผลการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของรัฐบาลไทย โดยคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้ขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่
นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยกย่องในระดับสากล
สำหรับวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางมืองนครศรีธรรรมราช บริเวนนี้เป็นสันทรายที่ทอดยาว ในแนวเหนือ-ใต้ เรียกว่า “หาดทรายแก้ว” ในสมัยโบราณเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดพระบรมธาต” หรือ “วัดพระธาตุ” เป็นพุทธสถานกลางของเมือง และถือว่าเป็นเขตพุทธาวาส ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
แต่ได้กำหนดให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่รายรอบ ทำหน้าที่ดูแลพระมหาธาตุเจดีย์ โดยเจ้าผู้ครองนครร่วมกับพระเถระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนจะช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์เป็นครั้งคราว จนกระทั่ง พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสเมืองนครศรีธรรมราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ นิมนต์พระครูวินัยธร (นุ่น) จากวัดเพชรจริก มาเป็นเจ้าอาวาสวัด นับแต่นั้นมาจึงมีเจ้าอาวาสและพระสงฆ์อยู่ประจำที่วัด ในการนี้ได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร”

สันนิษฐานว่า พระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชคงสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเมืองโบราณพระเวียง โดยตั้งอยู่ห่างจากแนวกำแพงเมืองโบราณพระเวียงมาทางทิศเหนือประมาณ 500 เมตร และอาจเคยทำหน้าที่เป็นวัดอรัญวาสีที่อยู่นอกกำแพงเมืองตามคติที่ได้รับสืบทอดมาจากลังกาก็เป็นได้ ต่อมาเมืองโบราณนครศรีธรรมราช ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองโบราณพระเวียงเติบโตขึ้นมาแทนที่ ทำให้พระมหาธาตุเจดีย์อยู่ภายในเขตเมืองโบราณนครศรีธรรมราช ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา และมีฐานะเป็นเมืองสำคัญของกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย
เนื่องจากสถานที่ตั้งของวัดอยู่บนแนวสันทรายลักษณะแคบยาวที่ทอดยาวตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ดังนั้นสิ่งก่อสร้างหลักของวัดในยุคต้นจึงถูกสร้างตามแนวเหนือ-ใต้ ตามสภาพภูมิประเทศ ในสมัยอยุธยาพระมหาธาตุเจดีย์และผังบริเวณโดยรอบมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ การสร้าง และบูรณะศาสนสถานหลายหลังตามคตินิยมของสถาปัตยกรรมอยุธยา อาทิ วิหารพระทรงม้า วิหารเขียน วิหารธรรมศาลา ระเบียงคด เจดีย์ราย พระวิหารหลวง รวมทั้งการบูรณปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุเจดีย์ โดยพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นแหล่งมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) คือเป็นหลักฐานการหลอมรวมศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และเถรวาท ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงศิลปะและสถาปัตยกรรม ประเพณีทางศาสนาและท้องถิ่น ที่ส่งอิทธิพลให้กับอาคารสิ่งก่อสร้างในภูมิภาคมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของมรดกโลก (Criterion)
ได้แก่ เกณฑ์ข้อที่ 2 วัดพระมหาธาตุฯ แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ที่มีต้นแบบมาจากศิลปะปาละในนาลันทา ชวาภาคกลาง ลังกา และมอญจากภาคใต้ของเมียนมา และส่งอิทธิพลให้กับศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย และแหล่งอื่น ๆ
และเกณฑ์ข้อที่ 6 วัดพระมหาธาตุฯ เป็นประจักษ์พยานของระบบความเชื่ออันหลากหลายและเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งประเพณีทางศาสนาที่ยังคงดำเนินอยู่ มีความโดดเด่นระดับสากลในทางศิลปะและวรรณกรรม
อาทิ การแสดงโนรา และตำนานท้องถิ่น แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งศักดิ์สิทธิ์และชุมชนโดยรอบ สร้างแรงบันดาลใจให้ศาสนสถานและชุมชนต่าง ๆ ในไทยและแหล่งอื่น ๆ ถือเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในภาคใต้ของไทย โดยกรมศิลปากรและจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รายงานเรื่องการเตรียมเฉลิมฉลองของวัดพระมหาธาตุฯ ในฐานะแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย