อ.ลลิตา ชวนคิด เหตุใดพม่าจึงเป็น “ศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย” ผ่าน Lecture Bar สุดคูล
เมื่อประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวในตำรา หากยังมีความทรงจำ ภาพจำ และจินตนาการที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สำนักพิมพ์มติชนจึงชวนเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ในบรรยากาศแปลกใหม่ กับ Lecture Bar ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “พม่าในจินตนาการของไทย การเมืองของความทรงจำ ภาพแทน และความเป็นอื่น” โดย ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ หรือ “นันจีโต๊ะ” ผู้มากความสามารถ ณ บาร์สุดคูล GLAM Yaowarat
ด้วยความน่าสนใจของหัวข้อและวิธีการนำเสนอที่แตกต่าง ทำให้ Lecture Bar ครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม จนเต็มทุกที่นั่ง ผู้เข้าร่วมต่างมาร่วมเปิดพื้นที่ทางความคิด ท่ามกลางบรรยากาศที่ผสานความเคร่งขรึมของเนื้อหาทางประวัติศาสตร์เข้ากับความผ่อนคลายของวงสนทนาในบาร์อย่างลงตัว
Lecture Bar ครั้งนี้ชวนผู้ฟังออกเดินทางสำรวจ “พม่าในจินตนาการของไทย” ตั้งแต่การก่อร่างสร้างภาพของ “ศัตรู” ในความทรงจำทางประวัติศาสตร์ การผลิตภาพแทนของพม่าในสังคมไทย ไปจนถึงกระบวนการสร้าง “ความเป็นอื่น” ที่ทำให้ผู้คนซึ่งอยู่ใกล้ชิดและมีพรมแดนติดกัน กลับถูกมองเสมือนอยู่ห่างไกลกันคนละโลก
ตลอดการบรรยาย ผศ.ดร.ลลิตา ชวนผู้ฟังย้อนมองเรื่องราวผ่านงานเขียนของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ หลวงวิจิตรวาทการ สองบุคคลสำคัญในแวดวงชนชั้นนำของสังคมไทย โดยชี้ให้เห็นว่า งานเขียนของบุคคลทั้งสองไม่ได้เกิดขึ้นจากความคิด “เกลียดพม่า” หากนำไปสู่คำถามสำคัญว่า หากไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังโดยตรง แล้วเหตุใดภาพของ “พม่า” ในฐานะศัตรูจึงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของสังคมไทย

คำถามดังกล่าวกลายเป็นประตูสู่การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ในอีกมิติหนึ่ง เมื่อภาพจำเกี่ยวกับ “ศัตรู” ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องราวในอดีต แต่ยังดำรงอยู่ท่ามกลางบริบทของสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยในปัจจุบันยังจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานพม่าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ภาพของ “พม่า” ในความรับรู้ของสังคมไทยก็ยังมีความซับซ้อนและหลากหลาย
หนึ่งในประเด็นที่ชวนให้ขบคิดคือการมอง “พม่า” ในฐานะศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และการสร้างภาพแทนของผู้คนอีกฝั่งหนึ่งของพรมแดนได้อย่างน่าสนใจ
ตลอดช่วงเวลาของ Lecture Bar เสียงบรรยายและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยทั้งความรู้ เสียงหัวเราะ และการถกเถียงอย่างมีชีวิตชีวา ผู้เข้าร่วมไม่ได้เป็นเพียงผู้รับฟัง หากยังได้ร่วมตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องราวที่ครั้งหนึ่งอาจดูเป็นเพียงประวัติศาสตร์ในตำรา แต่เมื่อถูกหยิบมาพิจารณาอีกครั้ง กลับเผยให้เห็นความสัมพันธ์กับสังคมไทยในปัจจุบันอย่างน่าสนใจ
นอกจากเนื้อหาที่เข้มข้นแล้ว ทางงานยังเติมสีสันให้ค่ำคืนแห่งการเรียนรู้ด้วยเครื่องดื่มฟรีสำหรับผู้เข้าร่วมคนละ 1 ดริ๊ง ก่อนเสิร์ฟด้วย ซาโมซ่า ยำใบชา และจินจากพม่า ถ่ายทอดบรรยากาศผ่านรสชาติและเครื่องดื่มให้สอดรับกับหัวข้อการบรรยาย ราวกับพาผู้เข้าร่วมก้าวข้ามพรมแดนทางความคิดและสัมผัสบรรยากาศของพม่าไปพร้อมกัน
จากเรื่องราวในอดีตสู่คำถามของปัจจุบัน Lecture Bar ครั้งที่ 2 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีบรรยายประวัติศาสตร์ หากเป็นพื้นที่ที่ชวนผู้คนกลับมามอง “ความทรงจำ” และ “ภาพจำ” ที่เราคุ้นเคยด้วยสายตาอีกแบบ เพื่อทำความเข้าใจว่า ภาพของคนอีกฝั่งหนึ่งที่เรารับรู้และจดจำมาตลอดนั้น แท้จริงแล้วถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร และเหตุใดผู้คนที่อยู่ใกล้กันเพียงข้ามพรมแดน จึงอาจถูกทำให้รู้สึกว่าอยู่ห่างไกลกันคนละโลก