เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อานันท์ ปันยารชุน ชี้สังคมไทย “ฟังไม่ค่อยเป็น มองความเห็นต่างเป็นปฏิปักษ์”
Biz Movement อานันท์ ปันยารชุน ชี้สังคมไทย “ฟังไม่ค่อยเป็น มองความเห็นต่างเป็นปฏิปักษ์”
ชลประทานจันทบุรีแจงปมน้ำท่วม  ยันไม่ได้เปิดประตู 100%  ฝนหนักทำน้ำล้นสปิลเวย์
เศรษฐกิจภูมิภาค ชลประทานจันทบุรีแจงปมน้ำท่วม  ยันไม่ได้เปิดประตู 100%  ฝนหนักทำน้ำล้นสปิลเวย์
ครม.ไฟเขียวตั้ง 8 อธิบดี 3 กระทรวง ‘ลูกปลอดประสพ’ ข้ามห้วยคุมกรมประมง
Politics ครม.ไฟเขียวตั้ง 8 อธิบดี 3 กระทรวง ‘ลูกปลอดประสพ’ ข้ามห้วยคุมกรมประมง
ครั้งแรกของโลก พบ ‘สัญญาณวิทยุ’ จากดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ
News ครั้งแรกของโลก พบ ‘สัญญาณวิทยุ’ จากดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ
ZEEKR แจงเร่งหาสาเหตุรถ EV ไฟไหม้ พบเป็นรถจาก ‘น้ำท่วม-รอซ่อม’
EV ZEEKR แจงเร่งหาสาเหตุรถ EV ไฟไหม้ พบเป็นรถจาก ‘น้ำท่วม-รอซ่อม’
ครม.เพิ่ม ‘สมุทรสงคราม’ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ
Politics ครม.เพิ่ม ‘สมุทรสงคราม’ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ
เริ่ม ‘ปฏิทินงบฯ 71’ ต.ค.ฟังความคิดเห็น ‘ฝ่ายค้าน กกร.-ประชาชน’
Politics เริ่ม ‘ปฏิทินงบฯ 71’ ต.ค.ฟังความคิดเห็น ‘ฝ่ายค้าน กกร.-ประชาชน’
Agoda ชูกรุงเทพฯ ฐาน Tech Talent ระดับโลก ปักหมุดสำนักงานภูมิภาค จ้างงานในไทย 4,500 คน
Economic Agoda ชูกรุงเทพฯ ฐาน Tech Talent ระดับโลก ปักหมุดสำนักงานภูมิภาค จ้างงานในไทย 4,500 คน
เงินเฟ้อ ก.ย.พุ่ง 2.82% สนค.ขยับกรอบปี’69 เป็น 1.8-2.2% จับตาพลังงาน-ผักกินเจ
Economic เงินเฟ้อ ก.ย.พุ่ง 2.82% สนค.ขยับกรอบปี’69 เป็น 1.8-2.2% จับตาพลังงาน-ผักกินเจ
ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณขายออก 66,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (6 ต.ค. 69) ร่วงลง 450 บาท รูปพรรณขายออก 66,700 บาท
ดูทั้งหมด

อานันท์ ปันยารชุน ชี้สังคมไทย “ฟังไม่ค่อยเป็น มองความเห็นต่างเป็นปฏิปักษ์”

06 ต.ค. 2569 | 15:13น.

เปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร: อานันท์ ปันยารชุน’ หนังสือชีวประวัติของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เขียนโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย พร้อมปาฐกถาพิเศษมุมมองต่อสังคมไทย

อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาในโอกาสเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร: อานันท์ ปันยารชุน’ หนังสือชีวประวัติของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เขียนโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย นักเขียนและอดีตนักข่าวอาวุโส ที่ ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

“ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดคุณลักษณะบางอย่างของตนได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่ผู้ร่วมอภิปรายมีความรู้จักตนเป็นอย่างดี รวมถึงตนเคยได้ยินชื่อเสียงของ ดร.อาสา หลายสิ่งที่คุณปราปต์ บุนปาน พูดวันนี้ทำให้ผมนึกถึงคุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ผมใกล้ชิด และชอบพอกันมาก ที่คุณปราปต์ บุนปาน(บุตรชายของ นายขรรค์ชัย บุนปาน) พูดตอนสุดท้าย เป็นคำพูดที่ผมบอกได้เลยว่า พูดเสร็จทัวร์ลงเต็มที่ ต้องขอบคุณที่ยกเรื่องนั้นขึ้นมาพูด เพราะนั่นบอกนิสัยโดยตรงของผม ว่านายอานันท์นั้นคือใคร มาจากไหน เดินมาไกลเท่าไหร่ มีความกระอักกระอ่วนใจมากน้อยแค่ไหนในชีวิต ไม่ใช่ในชีวิตส่วนตัว แต่ชีวิตที่เกี่ยวกับประเทศชาติ”

“ที่ผมพูดวันนั้น ผมยังจำได้ อย่างที่ผมปฏิบัติตลอดมา ไม่มีการเตรียมล่วงหน้า เป็นการพูดปากเปล่า ซึ่งบอกอย่างหนึ่งว่า มันมาจากใจจริง เพราะคุณพูดแล้วคิดไปด้วย ความคิดนั้นมันถ่ายทอดความรู้สึกแท้จริงของเรา ว่าเราคือใคร มาจากไหน ถ่ายทอดว่าใครที่ยังไม่รู้จักนายอานันท์

มันบอกบางอย่างกับสังคมไทยว่าเป็นสังคมที่ ‘ฟังไม่ค่อยเป็น’ อาจจะพูดเก่ง มีความคิดทั้งที่ดีและไม่ดี แต่ฟังไม่ค่อยเป็น แล้วไม่ค่อยรับรู้ความเห็นที่แตกต่างกัน แต่กลับมองว่าความเห็นต่างนั้น เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน” นายอานันท์ชี้

นายอานันท์กล่าวต่อว่า สังคมนั้น มีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมดไม่ได้ ถ้าเห็นตรงกันหมด นั่นก็เป็นสังคม Dictator สังคมที่มีความหลากหลายทางฐานทางความคิด จึงจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ รู้สึกว่ายังมีความหวัง ยังเป็นสังคมที่คิดว่าถึงแม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ ตามสถานการณ์และเวลา เพราะตามธรรมชาติแล้ว ไม่มีอะไรที่จะยืนยงคงกระพันตลอดเวลา

ตามหลักศาสนา การเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด หากสังคมไหนไม่รู้จักรับฟังความเห็นที่แตกต่าง วิธีคิดของคนที่เปลี่ยนไป

“ผมเป็นคนที่รักเพื่อนมนุษย์ ให้ความสำคัญกับมนุษยชาติ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความเชื่อถือทางการเมือง แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมเป็นคนชอบฟัง ชอบเถียง ซึ่งผมถือว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผมเป็นคนที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น และมองหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ว่ามันต้องเปลี่ยนแปลงไปอีกเสมอๆ” นายอานันท์ระบุ

นายอานันท์กล่าวต่อว่า เราไม่ติดยึดกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ฉันใดฉันนั้น การปกครองประเทศไทย เราก็ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย โดยถือว่าประเทศใดก็ตามที่มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ และได้รัฐบาลที่ได้คะแนนสูงสุดจากการเลือกตั้ง ประเทศนั้นก็ถือว่า สมบูรณ์แล้ว มองแค่เฉพาะผลการเลือกตั้ง รู้แต่ว่าใครแพ้ชนะ จัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เคยคิดเป็นห่วงว่า เมื่อรัฐบาลนั้นดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ถือว่า เกมนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว ปล่อยให้รัฐบาลต้มยำตัวเองก็ได้ ในสายตาของตน

“ประชาธิปไตยสำคัญและมีขีดจำกัด มันไม่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง แต่ต้องมีสิ่งประกอบอื่นๆ ที่สำคัญคือ ‘ธรรมาภิบาล’ ซึ่งประกอบด้วย ความยุติธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางศาล อิสรภาพของหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ความถูกต้อง

ถ้าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีหลักธรรมาภิบาลมาเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องแสวงหา คือ ‘ธรรมาภิบาล’ เพราะถ้ามีการปกครองโดยใช้หลักนี้เป็นศูนย์กลางแล้ว ประชาธิปไตยมันมาเอง แต่ถ้าใช้ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง ‘ธรรมาภิบาล’ ไม่มา ผมใช้คำว่า Democratic Governance” นายอานันท์กล่าว และว่าโลกมุ่งไปสู่ ‘ขวาตกขอบ’ ดูแล้วในยุโรปขณะนี้ก็ยังไม่มีประชาธิปไตยในประเทศ

“ชีวิตผมมีทั้งลงเหว และขึ้นสูงสุดยอดเขา แต่ผมเป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร เป็นคนปล่อยวางได้ สิ่งอะไรที่ดีเกิดขึ้นในชีวิต ก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ สิ่งที่ไม่เป็นธรรมในชีวิต ก็ยอมรับความจริง แต่การดำรงชีวิตนั้นเราอยู่กับปัจจุบัน เราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ดีงามหรือชั่วร้ายในอดีต เราอยู่กับความจริงในปัจจุบัน เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต

“แต่ถ้าสังคมไทย ฟังง่ายๆ ฟังไม่รู้เรื่อง และตัดสินใจเร็ว ที่พูดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมกลายเป็นคนเข้าข้าง ให้ท้ายเด็ก หรือนำสังคมไทยไปในทางที่ผิด ต่อให้ทัวร์ลง ผมก็ไม่หวั่นไหวอะไร หากสังคมมองผมเป็นตัวร้าย เมื่อพูดความจริงของสังคมอย่างเปิดเผย ถ้าจะกลายเป็นตัวร้าย ตัวมาร ก็ช่วยไม่ได้

“แต่ถึงวันหนึ่งก็อยากขอให้ท่านกลับมาฟังผมพูดอีกครั้ง มาช่วยพิจารณาใหม่ ว่าที่ผมพูดนั้นเป็น มันผิดหรือ มันไม่จริงหรือ มันทำให้ประเทศชาติดีขึ้นไหม มันถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องตื่นตัว ปรับความคิดใหม่ ไม่ใช่เพื่อเอาใจผม หรือเอาใจเด็ก จะต้องปรับความคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชน ปรับความคิดในเรื่อง คุณค่าของการอยู่ร่วมกัน โดยไม่ประหัตประหาร คุณค่าของความสามัคคี และความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน” นายอานันท์กล่าว

นายอานันท์กล่าวต่อว่า หลายสิ่งที่สังคมพูด คนนั้นเป็นน้ำเงิน ฟ้า เหลือง มันกลายเป็นเรื่องตลกทั้งหมดเป็น ‘อนุรักษนิยม’ ตนฟังแล้วขำในใจ อนุรักษนิยมเมืองไทยไม่มี ที่มีคือ ‘อำนาจนิยม’ อย่าปนกัน

ดังนั้น เราต้องนั่งทบทวนตัวเอง สิ่งที่เราคิดและเชื่อถือในอดีตนั้นมันจริงไหม เราจะอาศัยใครเป็นตัวชี้นำ สื่อไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพราะเป็นกระบอกเสียงให้นายทุน

“ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับตลอดเวลา แต่ปรากฏว่า ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์นั้นเกือบจะล่มจมแล้ว เพราะคนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ คนดูแต่อินเทอร์เน็ต หนังสือก็ไม่ค่อยอ่านกันแล้ว คือดูแล้วภาพสังคมตอนนี้ มันน่าเศร้า ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีทางออกต่อไปอย่างไร

แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่หมดความหวัง ผมอายุ 94 แล้ว ตั้งใจจะหยุดพูด แต่หากพูดแล้วทำให้คนตั้งสติได้ และมองประเทศตามความเป็นจริง ได้แค่นั้นผมก็พอใจแล้ว” นายอานันท์กล่าวทิ้งท้าย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อานันท์ ปันยารชุน