“ยศชนัน” ดันแนวคิด ‘Beyond Nature’ รักษาธรรมชาติ-เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ
“ยศชนัน” เปิดยุทธศตร์ แก้จน ดันแนวคิด ‘Beyond Nature’ รักษาธรรมชาติ-เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเทคโนโลยี ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ อาคารข่าวสด และมติชนอคาเดมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยายพิเศษหัวข้อ เกษตรไทยยุคใหม่ ขับเคลื่อนด้วยดาต้า โตด้วยเทคโนโลยี ในงานครบรอบ 39 ปี ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE เกษตรไม่เหมือนเดิม’ ตอนหนึ่งว่า ในยุคที่เทคโนโลยีและโลกกำลังขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ในการยกระดับรายได้และประสิทธิภาพการผลิต ประเทศไทยเรามีทุน ทำอย่างไรจะทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ จิ๊อซอว์ที่ขาดหายไปคือ การสกัดองค์ความรู้ต่างๆ เข้ามาบูรณาการร่วมกัน ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ขณะนี้ได้ให้ทาง ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ผลักดันแนวคิด ‘Beyond Nature’ หรือการรักษาธรรมชาติพร้อมกับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาเข้ามาแกนกลาง เป็นพี่เลี้ยงร่วมขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม
เป้าหมายคือ ทำอย่างไรให้คนในพื้นที่มีรายได้สูงขึ้น หากมองไปยังประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านเกษตรกรรม เช่น สหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย จะพบว่าเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มีรายได้สูงมาก เนื่องจากมีความสามารถในการควบคุมและดูแลสวนหรือพื้นที่การเกษตรทั้งหมดด้วยเทคโนโลยี แม้จะมีบุคลากรจำกัด ในอดีต ลูกหลานของเกษตรกรไทยมักเคลื่อนย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใช้องค์ความรู้ยุคใหม่ร่วมกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของพ่อแม่ ทำให้สามารถปรับปรุงสิ่งที่เคยทำแบบเดิมให้ดีขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า แนวทางการขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ผ่าน 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้ 1.เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ต้องทำให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นก่อน โดยใช้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการ , 2.แก้ปัญหาระดับพื้นที่ การสแกนพื้นที่จริงเพื่อวิเคราะห์และแก้โจทย์ปัญหาเฉพาะหน้าของแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ และ 3.การแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ถ่ายทอดองค์ความรู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาสูงขึ้น ตัวอย่างการลงพื้นที่ จ.กำแพงเพชร มีการใช้ ‘ปุ๋ยสั่งตัด’ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีลง โดยนำดินไปตรวจวิเคราะห์เพื่อใส่ปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของพืชและสภาพดินจริงๆ รวมไปถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ได้รับการผลักดันจากอว. และหน่วยงานการเกษตรในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และกล้วยไข่ ในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน โดยมี มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)กำแพงเพชร เป็นศูนย์กลางการกระจายนวัตกรรมและเทคโนโลยีนี้สู่ชุมชน

“จากการถอดบทเรียนการทำงานในพื้นที่จริง พบว่าโครงสร้างการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศไทยที่ผ่านมายังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับฐานราก ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น กลุ่มธุรกิจ SME ตลอดจนธุรกิจ Startup แม้ภาครัฐและเอกชนจะมีทรัพยากรและงบประมาณ แต่การนำเข้าปัจจัยการผลิต ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาต่างประเทศ และขาดการต่อภาพ ‘จิ๊กซอว์’ ทางเศรษฐกิจให้สมบูรณ์” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ในการแก้ไขปัญหาความยากจน จะต้องไม่จำกัดคนไว้ใน ‘บัตรคนจน’ แต่ต้องคัดกรองอย่างละเอียดเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการสร้างโอกาสส่งกลับคืนสู่สังคม โดยวางกรอบการดำเนินงานไว้ ดังนี้ 1.คัดกรองและสแกนพื้นที่ นำสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ลงพื้นที่ค้นหาผู้คนที่ตกหล่น เพื่อนำเข้าสู่ระบบสวัสดิการและการช่วยเหลือที่ตรงจุดเป็นรายครัวเรือน , 2.แก้ปัญหาที่ดินทำกิน สำหรับผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน ได้มีการจัดทำโมเดล ‘ที่ดินแปลงรวม’ และการจัดสรรพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งฝึกทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทของแต่ละพื้นที่ , 3.สนับสนุนการตั้งโรงงานหรือกลุ่มแปรรูปในชุมชน โดยกำหนดเงื่อนไขให้ใช้ทรัพยากรภายในท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า 70% เพื่อให้เม็ดเงินจากการผลิต การจำหน่าย และการท่องเที่ยว หมุนเวียนอยู่ภายในชุมชน ไม่กระจายออกนอกพื้นที่ และ 4.ยกระดับด้วยเทคโนโลยี นำงานวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูงจากมหาวิทยาลัยมาปรับใช้แก้ปัญหาท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน

“ที่ผ่านมาได้ดึงนวัตกรรมลงสู่ชุมชนและเกิดผลสำเร็จ เช่น กลุ่มสตรีอ.ตากใบ จ.นราธิวาส พัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปสัตว์น้ำ ช่วยให้กลุ่มแม่บ้านมีอาชีพและสร้างรายได้หลักในยามที่สามีไม่สามารถออกเรือประมงได้ , การเพิ่มมูลค่าดินและงานเซรามิก ส่งเสริมนวัตกรรมแปรรูปดินท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าจากกิโลกรัมละ 35 บาท พุ่งสูงถึง 700 บาท , นวัตกรรมยืดอายุผลผลิตเกษตร การคิดค้นเทคโนโลยียืดอายุส้มสดจากเดิม 7 วัน ขยายเป็น 30-60 วัน ช่วยลดความสูญเสียด้านโลจิสติกส์และเพิ่มอำนาจการต่อรองในตลาด , ชูวัฒนธรรมและอุทยานธรณี จังหวัดขอนแก่น ดึงจุดแข็งด้านอารยธรรมและแหล่งค้นพบทางธรณีวิทยา มาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพำนักนานขึ้น และกระตุ้นการซื้อสินค้าเกษตรในพื้นที่” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาความยากจนไม่ควรมองแบบไร้จุดสิ้นสุดหรือใช้เวลาเป็นสิบปี โดยไม่เห็นผลเปลี่ยนแปลง แต่ต้องตั้งเป้าหมายเป็นขั้นบันไดอย่างชัดเจน เราต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด มาใช้เพื่อประโยชน์ของท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสใหม่ และปูทางให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งได้จัดทำงานวิจัยที่ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเน้นการให้บริการทั้งการทดสอบ การวิจัย และการให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร ตัวอย่างผลงานเด่นในภูมิภาคต่างๆ เกษตรกรที่สนใจสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อขอรับการอบรมเพิ่มศักยภาพ หรือเลือกนวัตกรรมได้
นอกจากนี้ การสร้างกลไกในการหยุดยั้งความจนไม่ให้ส่งต่อข้ามรุ่น ต้องมอบการศึกษาและสร้างโอกาสที่จับต้องได้ให้แก่เด็กและเยาวชน กระบวนการพัฒนาจะเริ่มจากการสแกนหรือสำรวจพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของแต่ละชุมชน จากนั้นจึงเข้าไปส่งเสริมการเพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงทางธุรกิจ ขยายสเกล และต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่เพื่อยกระดับสังคม ความสำเร็จที่แท้จริงคือ การทำให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ มีรายได้เพิ่มขึ้นและดำรงชีวิตอยู่ได้ ผ่านการเติมองค์ความรู้ ให้พวกเขาสามารถลงมือทำในสิ่งที่ต้องการจนเกิดผลงานจริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว