การสูญเสียฟันจากปัญหาฟันผุ อุบัติเหตุ หรือโรคประจำตัว มักส่งผลต่อสุขภาพในช่องปาก ทานอาหารได้ไม่สะดวก และอาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในรอยยิ้มของตัวเอง โดยในปัจจุบันการรักษารากฟันเทียม (Implant Dental) กลายเป็นนวัตกรรมยอดนิยมสำหรับการรักษาฟันที่สูญเสียไปที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้บริการ
รากฟันเทียม คืออะไร
รากฟันเทียม คือ วัสดุทดแทนรากฟันประเภทไทเทเนียมที่ฝังลงไปในกระดูกขากรรไกร โดยจะทำหน้าที่รองรับฟันปลอม หรือครอบฟัน เพื่อให้ผู้ใช้รากเทียมสามารถกลับมาใช้ฟันได้ปกติอีกครั้ง และให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด
โดยการทำรากฟันเทียม ใช้วัสดุจากไททาเนียม (Titanium) ที่มีการออกแบบให้เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี เมื่อฝังรากฟันเทียมลงไปในกระดูกขากรรไกรแล้ว กระดูกขากรรไกรก็จะเจริญเติบโตไปยึดเกาะกับรากฟันเทียมไว้ ทำให้รากฟันเทียมมีความแข็งแรง และสามารถรองรับฟันปลอม หรือครอบฟันได้ดียิ่งขึ้น
ปัจจุบันการทำรากเทียมมีหลายขั้นตอน และมีหลายประเภท โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่วิธีการทำรากฟันเทียม ขึ้นจำนวนฟันที่สูญเสียไป และสภาพกระดูกขากรรไกรของคนไข้
รากฟันเทียมมีกี่แบบ
รากเทียมสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 แบบ ดังนี้
- รากฟันเทียม 1 ซี่ แบบปกติ (Single Tooth) เหมาะกับคนที่สูญเสียฟันเพียงซี่เดียว โดยแพทย์จะนำรากฟันเทียมที่มีลักษณะคล้ายสกรูยึดติดกับตัวฟัน 1 ซี่ วิธีนี้ไม่ต้องทำการกรอฟัน ทำความสะอาดง่าย และมีประสิทธิภาพ
- รากฟันเทียมหลายซี่ (Multiple Dental Implants) สำหรับคนที่สูญเสียฟันหลายซี่แพทย์จะใช้วิธีการติดสะพานฟันที่รองรับรากฟันเทียม เพื่อให้สะพานฟันทำหน้าที่ปิดช่องว่างระหว่างฟันที่สูญเสียไป
- การทำรากฟันเทียม ฟันหายเป็นจำนวนมาก (Implants Support Bridge) เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันเป็นจำนวนมาก วิธีการจะคล้ายกันกับรากฟันเทียมหลายซี่ แต่สะพานฟันที่ใช้ยึดกับรากฟันเทียมจะมีมากกว่าแบบแรก
- การทำรากฟันเทียมมาทดแทนฟันที่หายไปทั้งปาก (Implants Over Denture) เป็นการรักษาด้วยการปลูกรากฟันเทียมทั้งปากให้รองรับกับสะพานฟัน และขากรรไกร วิธีการดังกล่าวนี้จะช่วยรักษาโครงหน้าเดิมเอาไว้ และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของขากรรไกร และกระดูกบริเวณที่ทำรากฟันเทียม
- รากฟันเทียมทั้งปากแบบ All on 4 โดยการใส่รากฟันเทียมจะถูกฝังลงในกระดูกขากรรไกร 4 ซี่ ซึ่งจะใช้เวลาในการรักษาน้อยกว่าแบบอื่น ๆ
ใครเหมาะกับการทำรากฟันเทียม

การทำรากฟันเทียม คือ ทันตกรรมทางเลือกสำหรับรักษาการสูญเสียฟัน โดยทันตแพทย์จะใช้ดุลยพินิจในการประเมินความเหมาะสมของผู้ที่เหมาะจะทำรากฟันเทียม ดังนี้
- ผู้ที่สูญเสียฟันแท้ จากปัญหาฟันผุ ฟันคุด ฟันแตก และฟันหัก เป็นต้น
- ผุ้ที่พบปัญหากับปลอมแบบถอดหลุดง่าย และต้องการเปลี่ยนรูปแบบการรักษา
- ผู้ที่ต้องการให้ฟันดูเป็นธรรมชาติที่สุด
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการบดเคี้ยว ให้คล้ายกับฟันแบบธรรมชาติมากที่สุด
นอกจากนี้ ผู้ที่ทำรากฟันเทียมจำเป็นต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการทำรากฟันเทียม เช่น โรคหัวใจหรือโรคเบาหวาน ก่อนทำรากฟันเทียมควรแจ้งโรคประจำตัว และปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
ใครไม่ควรทำรากฟันเทียม
สำหรับลักษณะของคนที่ไม่เหมาะกับการทำรากฟันเทียม มีดังนี้
- กระดูกขากรรไกรยังไม่โตเต็มที่ กระบริเวณขากรรไกรอาจไม่แข็งแรงเพียงพอในการทำรากเทียม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
- ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพฟัน เช่น โรคเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์อักเสบ เป็นต้น
- ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพร่างกาย ซึ่งการทำรากฟันเทียมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
- รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาบางชนิดอาจทำให้เลือดออกง่าย การทำรากฟันเทียมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
หากผู้ที่มีภาวะเหล่านี้ต้องการทำรากเทียม ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
รากฟันเทียมมีอายุการใช้งานเท่าไร
รากฟันเทียมสามารถอยู่ได้นานหลายปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาที่เหมาะสม โดยทั่วไป รากฟันเทียมสามารถอยู่ได้นานกว่า 10 ปี และอาจอยู่ได้ตลอดชีวิต หากได้รับการดูแลรักษารากฟันเทียมที่ดี
โดยการทำรากฟันเทียมทำเพียงครั้งเดียว แต่อาจต้องมีการเปลี่ยนฟันปลอม หรือครอบฟันตามอายุการใช้งาน โดยทั่วไป ฟันปลอมหรือครอบฟันควรเปลี่ยนทุก 10-15 ปี
ซึ่งการดูแลรักษารากฟันเทียมให้อยู่ได้นาน สามารถทำได้ด้วยการแปรงฟัน และขัดฟันเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารที่แข็งเกินไป และพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพฟันและรากเทียมเป็นประจำ
ข้อดีของรากฟันเทียม
การทำรากฟันเทียม กลายเป็นทันตกรรมที่นิยมเพราะมีข้อดีมากกว่าการทำฟันปลอมแบบถอด และการรักษาฟันในรูปแบบอื่น ๆ ดังนี้
- การทำรากฟันเทียมช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ฟันได้ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด เพราะรากฟันเทียมมีรูปร่างและขนาดใกล้เคียงกับฟันจริง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพูดและยิ้มได้อย่างมั่นใจ
- การรักษาฟันด้วยรากฟันเทียม จะช่วยให้บดเคี้ยวอาหารดียิ่งขึ้น โดยรากฟันเทียมสามารถรองรับแรงบดเคี้ยวได้เหมือนกับฟันธรรมชาติ ช่วยให้ผู้ใช้รากเทียมรับประทานอาหารได้หลากหลาย ไม่ต้องเป็นกังวล
- รากฟันเที่ยมช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียฟันซี่ข้างเคียง เพราะจะช่วยกระจายแรงบดเคี้ยว ไปยังฟันซี่ข้างเคียง ทำให้ฟันซี่ข้างเคียงไม่ทรุดตัวลง
- รากฟันเทียมช่วยป้องกันกระดูกขากรรไกรไม่ให้สลายตัว พร้อมกระตุ้นให้กระดูกขากรรไกรเจริญเติบโต ทำให้กระดูกขากรรไกรแข็งแรง และคงสภาพอยู่ได้
เลือกใส่รากฟันเทียมที่ไหนดี
การทำรากฟันเทียมเป็นการรักษาฟันตั้งแต่รากไปจนถึงตัวฟัน แม้จะใช้เวลาในการรักษาที่ค่อนข้างนาน แต่ประสิทธิภาพในการรักษาเป็นที่น่าพึงพอใจอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การรักษารากฟันเทียมจำเป็นต้องเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และไว้ใจได้ในความเป็นมืออาชีพของทีมแพทย์ ดังนี้
- เลือกคลินิกทันตกรรมที่ได้มาตรฐาน
- มั่นใจได้ในระบบปลอดเชื้อ สะอาด อุปกรณ์ครบครัน
- มีทีมทันตแพทย์เฉพาะทาง และมีประสบการณ์การทำรากฟันเทียมมากมาย
โดย Smile & Co. Dental Clinic เป็นหนึ่งในคลินิกทันตกรรมที่ได้มาตรฐาน มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ให้บริการด้วยเทคโนโลยีรากเทียมที่ทันสมัย และใส่ใจดูแลคนไข้ในทุกขั้นตอน
หากคุณกำลังมองหาคลินิกทำรากฟันเทียมที่มีคุณภาพ Smile & Co. Dental Clinic เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่า และน่าเชื่อถืออย่างแน่นอน