จากผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ที่มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่เป็นประธาน ได้มีมติใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2516 สั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล บี7 และ บี20 ลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าปรับจากรูปแบบเดิมที่อ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์เต็มจำนวน มาเป็นการอ้างอิงแบบ “Singapore Discount” ซึ่งเป็นการอ้างอิงราคาตลาดพร้อมหักส่วนลด
สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งสำคัญของไทย ต้องย้อนไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันไปสู่การใช้กลไกตลาด เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยระหว่างนี้ก็มีการแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดเป็นระยะๆ จนถึงปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีและเงินกองทุนต่าง ๆ และค่าการตลาด โดยในส่วนของราคาหน้าโรงกลั่นนั้นใช้หลักการราคาเสมอภาคการนำเข้า หรือ Import Parity Pricing ซึ่งอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดกลางของภูมิภาคเอเชีย นั่นก็คือตลาดสิงคโปร์ อันเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันที่มีสภาพคล่องสูง มีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
การอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ไม่ใช่การกำหนดราคาโดยสิงคโปร์ หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการอ้างอิงราคาซื้อขายจริงของผู้ประกอบการในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนกลไกอุปสงค์และอุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ราคาน้ำมันภายในประเทศสามารถแข่งขันกับการนำเข้าได้อย่างเป็นธรรม
อย่างไรก็ดี ในช่วงภาวะวิกฤติพลังงาน มักจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นต่อราคาน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดภูมิภาคปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่มากกว่าการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ส่วนต่างราคาหรือค่าการกลั่น (refining margin) อยู่ในระดับสูงผิดปกติ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นในประเทศไทยซึ่งอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน ส่งผลให้ราคาขายปลีกที่สถานีบริการสูงกว่าที่ควรจะเป็น และกระทบค่าครองชีพของประชาชน
นี่จึงเป็นสาเหตุให้ กบง. ตัดสินใจใช้อำนาจตาม พรก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี และ กบง. ในการกำกับดูแลราคาและการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานการณ์วิกฤติ ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีคำสั่งให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง
สำหรับอัตราการลดราคาน้ำมันดีเซลลง 2 บาทต่อลิตร ถือเป็นมาตรการชั่วคราว และกำหนดให้มีการทบทวนมาตรการเป็นระยะ ๆ ตามสถานการณ์จริง อาจถือเป็นการแทรกแซงราคาหน้าโรงกลั่น ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในระบบพลังงานไทย และย่อมกระทบกับผู้ประกอบการไม่มากก็น้อย ส่วนผลระยะยาวจะเป็นอย่างไร อาจต้องติดตามท่าทีของผู้ประกอบการโรงกลั่นกันต่อไป
ด้านผลกระทบต่อผู้บริโภค เชื่อว่าราคาน้ำมันที่หน้าสถานี จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและต้นทุนการขนส่งได้ ขณะที่ภาครัฐ มาตรการนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้มหาศาล
อย่างไรก็ตาม การใช้ราคา “Singapore Discount” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของผู้บริหารกระทรวงพลังงานชุดใหม่ ที่ต้องเร่งหาทางออกเพื่อรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของการใช้หลักการ Import Parity Pricing ในบริบทที่โครงสร้างตลาดพลังงานโลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีพลังงาน และแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านราคาพลังงานที่ตอบโจทย์โลกปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงปรับปรุงเครื่องมือเดิมๆ ให้มีความทันสมัย เช่น การใช้กองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาอย่างมีวินัยทางการคลัง และการออกแบบกลไกการอ้างอิงราคาที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในภาวะวิกฤติ ขณะเดียวกันควรส่งเสริมความโปร่งใสของโครงสร้างราคาน้ำมัน และการสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว