ท่ามกลางกระแสโลกที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านการจัดการขยะหลังการใช้งาน นวัตกรรมวัสดุศาสตร์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และหมุนเวียนกลับมาได้จริง
หนึ่งในความร่วมมือที่น่าจับตา คือการผนึกกำลังระหว่าง 3 ยักษ์ใหญ่ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันครบวงจรเพื่อความยั่งยืน และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย หรือ Dow ผู้นำด้านวัสดุศาสตร์ระดับโลก ที่ร่วมมือกันนำเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูงมาพัฒนาซองสาหร่ายรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดขยะพลาสติก แต่ยัง “คืนชีวิต” ให้กับวัสดุใช้แล้วให้กลับมาเป็นทรัพยากรคุณภาพอีกครั้ง
“รีไซเคิลขั้นสูง” ทางออกใหม่ของขยะพลาสติก
ในปัจจุบัน ปัญหาขยะพลาสติกเป็นความท้าทายระดับโลกที่ต้องใช้นวัตกรรมเข้ามาแก้ไข เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง หรือ Advanced Recycling จึงก้าวเข้ามาเป็น “ทางออกใหม่” ที่ช่วยทลายข้อจำกัดของการรีไซเคิลแบบเดิม โดยสามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลับไปเป็นสารตั้งต้นที่สะอาดและปลอดภัย
นายเอกสิทธิ์ ลัคนานิธิพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจร่วมทุน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) อธิบายว่า กระบวนการรีไซเคิลขั้นสูง เริ่มต้นจากการนำขยะพลาสติกมาผ่านกระบวนการความร้อนสูงเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำมันไพโรไลสิส น้ำมันนี้จะถูกนำไปเข้าโรงงานโอเลฟินส์ เพื่อเปลี่ยนเป็นก๊าซเอทิลีนและโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติกใหม่ ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าเม็ดพลาสติกที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประการ
“การรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) ที่ใช้วิธีการล้าง ตัด และหลอมใหม่ เป็นวิธีซึ่งมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานกับบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารโดยตรง และไม่สามารถจัดการพลาสติกหลายชั้น และต่างประเภทกันได้ ขณะที่การรีไซเคิลขั้นสูงมีจุดเด่นสำคัญ คือ ความปลอดภัยระดับ Food Grade (สัมผัสอาหารได้) เนื่องจากการขยะพลาสติกจะโดนเปลี่ยนรูปด้วยกระบวนการทางเคมีโดยสิ้นเชิงกลายเป็นน้ำมันไพโรไลสิส และจะถูกนำไปผ่านกระบวนการผลิตเหมือนกับเม็ดพลาสติกที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil fuel) ทุกประการ อีกทั้งยังสามารถจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้น (Multi-layer Packaging) ที่เคยเป็นโจทย์ยากของการรีไซเคิลได้”

ผนึก 3 ยักษ์ใหญ่ พลิกโฉมบรรจุภัณฑ์สู่ความยั่งยืน
โครงการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนสำหรับอาหารโดยใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง เป็นความร่วมมือของ 3 พันธมิตร ได้แก่ เถ้าแก่น้อย, SCGC และ Dow เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบระบบปิดโดยนำเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูงมาจัดการขยะพลาสติกให้กลับมาเป็นบรรจุภัณฑ์ใหม่
ในโครงการนี้ เถ้าแก่น้อย จะนำเศษบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เกิดในกระบวนการผลิต (In-process waste) เช่น เศษถุงที่ตัดเสีย กลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้น โดยมี SCGC ทำหน้าที่แปรรูปขยะเป็นน้ำมันไพโรไลซิส ก่อนส่งต่อเข้าสู่โรงงานโอเลฟินส์ ที่ร่วมทุนกับ Dow เพื่อเปลี่ยนเป็นสารตั้งต้นเอทิลีนและโพรพิลีน จากนั้น Dow จะนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกประเภทโพลิเอทิลีนสำหรับนำกลับมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารได้อย่างปลอดภัย

“ซองสาหร่าย” โจทย์หินของการรีไซเคิล
ความโดดเด่นของความร่วมมือนี้คือการตั้งเป้าจัดการกับ “ซองสาหร่าย” บรรจุภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “งานหิน” ของการรีไซเคิล เนื่องจากโครงสร้างซองที่ประกอบด้วยวัสดุหลายชั้นและมีอลูมิเนียมฟอยล์ ทำหน้าที่กันความชื้นไม่ให้สาหร่ายสูญเสียคุณภาพ ซึ่งวัสดุเหล่านี้ถูกประกบติดกันจนไม่สามารถแยกออกจากกันเพื่อนำไปรีไซเคิลด้วยวิธีเชิงกลแบบทั่วไปได้
โครงการนี้จึงนำนวัตกรรมการรีไซเคิลขั้นสูงเข้ามาคืนชีวิตให้กับขยะพลาสติกที่มีความซับซ้อนให้กลับมาเป็นเม็ดพลาสติกใหม่ที่สะอาดปลอดภัยระดับ Food Grade ได้อีกครั้ง ซึ่งมีแผนจะส่งบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกนี้สู่มือผู้บริโภคภายในปี 2026 โดยเริ่มนำร่องด้วยการรีไซเคิลเศษบรรจุภัณฑ์พลาสติกในกระบวนการผลิตของเถ้าแก่น้อยจำนวน 1 ตัน ในช่วงแรก พร้อมตั้งเป้าขยายผลเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เถ้าแก่น้อย ถือเป็นบริษัท มหาชน แรกๆ ที่ขยับตัวในเรืองนี้จริงจัง และน่าจะนำไปใช้ได้จริงในเวลาอันสั้นนี้
4 ฟันเฟืองขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
“ระบบรีไซเคิลแบบปิด” เป็นหัวใจสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในไทย โดยนายเอกสิทธิ์ชี้ว่าต้องอาศัย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
- การคัดแยกขยะ: จุดเริ่มต้นสำคัญเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ พร้อมเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
- การปรับพฤติกรรมผู้บริโภค: การทิ้งขยะไม่ถูกที่หรือมีสิ่งปนเปื้อนสูง จะเพิ่มต้นทุนในการจัดการขยะจนไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ
- เทคโนโลยี: แม้การรีไซเคิลขั้นสูงมีความพร้อมแล้วจริงในไทย แต่ต้องทำงานควบคู่กับปัจจัยอื่นเพื่อขยายผลในวงกว้าง
- นโยบายรัฐ (Policy Dialog): โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ที่วางขาย โดยจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมตามความยากง่ายในการรีไซเคิลและการจัดเก็บ เพื่อนำงบไปสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการขยะ

เป้าหมายความยั่งยืนของ Dow
Dow ได้กำหนดหมุดหมายด้านความยั่งยืนในระดับโลกเพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าภายในปี 2030 จะเปลี่ยนขยะพลาสติก และนำวัตถุดิบทางเลือกรูปแบบอื่นๆ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ 3 ล้านตันต่อปี และภายในปี 2035 มุ่งปิดวงจรการใช้ทรัพยากร โดยทำให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ 100%
“ในประเทศไทย Dow มีโรงงานโพลิเอทิลีนอยู่ทั้งหมด 3 แห่ง ผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก ISCC PLUS ครบทุกแห่ง และเนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ Dow ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แม้จะไม่ได้มีการแบ่งโควตาตัวเลขเป็นรายประเทศ แต่ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในไทย จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายเอกสิทธิ์ เน้นย้ำ
เพราะความยั่งยืนไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับธุรกิจไทยสู่เวทีโลก Dow พร้อมนำศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยีและทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าเคียงข้างผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อร่วมกันออกแบบและคัดสรรวัสดุที่ตอบโจทย์การรีไซเคิลได้จริง ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ Dow ได้ผ่านช่องทาง LINE OA ได้ที่ @DowPackGuru