‘เจิ้นเป่ยไถ’ หอคอยอันดับ 1 แห่งกำแพงเมืองจีน ย้อนรอยราชวงศ์หมิงที่ ‘อวี๋หลิน’
หากพูดถึงกำแพงเมืองจีน หลายคนอาจนึกถึงแนวกำแพงหินที่ทอดยาวไปตามสันเขาสูงชัน แต่ที่เมืองอวี๋หลิน มณฑลส่านซี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ยังมีป้อมปราการโบราณขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี นั่นคือ เจิ้นเป่ยไถ (Zhenbeitai) หนึ่งในสิ่งก่อสร้างสำคัญบนแนวกำแพงเมืองจีน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่ปกป้องชายแดนทางตอนเหนือของจักรวรรดิจีน
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสเดินทางเยือนสถานที่แห่งนี้ในฐานะหนึ่งในคณะสื่อมวลชนและคอนเทนต์ครีเอเตอร์นานาชาติที่ได้รับเชิญเข้าร่วมโครงการ Wow Trip Series จัดโดยไชน่า เดลี (China Daily) เพื่อสำรวจสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเรียนรู้วัฒนธรรมจีนผ่านประสบการณ์จริง
หนึ่งในจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้คือป้อมปราการเจิ้นเป่ยไถ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองอวี๋หลินไปทางเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร แม้เวลาจะผ่านไปหลายศตวรรษ แต่โครงสร้างขนาดใหญ่ของป้อมปราการยังคงตั้งเด่นอยู่บนพื้นที่สูง เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโบราณและเรื่องราวของชายแดนจีนในอดีต
‘หอคอยหมายเลขหนึ่ง’ แห่งกำแพงเมืองจีน
เจิ้นเป่ยไถสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จีนให้ความสำคัญกับการสร้างและเสริมความแข็งแกร่งของแนวกำแพงเมืองจีน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากชนเผ่าทางตอนเหนือ

ด้วยขนาดที่ใหญ่โตและทำเลที่ตั้งซึ่งสามารถมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้อย่างกว้างไกล ป้อมปราการแห่งนี้จึงได้รับสมญานามว่า หอคอยหมายเลขหนึ่งแห่งกำแพงเมืองจีน หรือ First Tower of the Great Wall
เจิ้นเป่ยไถยังได้รับการกล่าวถึงร่วมกับด่านเจียอวี้กวน (Jiayuguan Pass) และด่านซานไห่กวน (Shanhaiguan Pass) ในฐานะสามสิ่งก่อสร้างสำคัญของกำแพงเมืองจีน โดยแต่ละแห่งมีบทบาทแตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศและยุทธศาสตร์การป้องกันชายแดน
ในอดีต เจิ้นเป่ยไถไม่ได้เป็นเพียงหอคอยสำหรับเฝ้าระวังข้าศึก แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้สังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของกองกำลังจากภายนอก รวมถึงสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่ประจำการอยู่ตามแนวชายแดน
ด้วยความสูงและตำแหน่งที่ตั้งบนพื้นที่เปิดโล่ง ทหารสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวจากระยะไกลและส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังจุดป้องกันอื่น ๆ ได้ ทำให้ป้อมปราการแห่งนี้มีความสำคัญต่อระบบป้องกันชายแดนของจีนในยุคนั้น
เปิดสถาปัตยกรรม 4 ชั้น ภูมิปัญญาช่างจีนโบราณ
สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือขนาดของป้อมปราการที่สูงกว่า 30 เมตร ตัวอาคารมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม แบ่งออกเป็น 4 ชั้น แต่ละชั้นมีขนาดลดหลั่นกันขึ้นไปจนถึงยอด รวมพื้นที่ประมาณ 5,056 ตารางเมตร

เมื่อมองจากด้านล่าง จะเห็นแนวกำแพงหนาทึบและรูปทรงที่แข็งแรงมั่นคง แตกต่างจากหอคอยทั่วไปที่มักมีลักษณะสูงและแคบ การออกแบบเช่นนี้ช่วยให้โครงสร้างสามารถรองรับน้ำหนักของตัวอาคารและทนต่อสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้งแล้งของพื้นที่ทางตอนเหนือของจีน
วัสดุที่ใช้ก่อสร้างเป็นอีกหนึ่งจุดน่าสนใจ โดยช่างในสมัยราชวงศ์หมิงนำดินลอสส์ ซึ่งเป็นดินเนื้อละเอียดที่พบมากในภูมิภาคนี้ มาอัดแน่นเป็นแกนกลางของโครงสร้าง ก่อนเสริมความแข็งแรงด้วยอิฐและหินบริเวณด้านนอก
เทคนิคดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจเรื่องวัสดุและภูมิประเทศของช่างก่อสร้างจีนโบราณ ซึ่งสามารถนำทรัพยากรในท้องถิ่นมาใช้สร้างป้อมปราการขนาดใหญ่ที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน
ระหว่างสำรวจพื้นที่ ยังสามารถพบรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เช่น แผ่นหินสลักอักษรจีนโบราณ ‘เซียงหมิง’ (Xiangming) บริเวณเหนือซุ้มประตูทางทิศใต้ของชั้นแรก รวมถึงร่องรอยสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่ของทหารในอดีต
องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เห็นว่า ป้อมปราการไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างสำหรับทำสงครามเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่ผู้คนเคยใช้ชีวิต ทำงาน และเฝ้ารักษาความปลอดภัยของชายแดนมาอย่างยาวนาน
ขึ้นยอดปราการ ชมเมืองอวี๋หลินและทะเลทรายสุดสายตา
อีกหนึ่งช่วงที่น่าประทับใจของการเดินทางคือการเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดของเจิ้นเป่ยไถ ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบได้แบบ 360 องศา
จากจุดนี้ เมื่อมองไปทางทิศใต้จะเห็นเมืองอวี๋หลินในปัจจุบัน ขณะที่ทางทิศเหนือเป็นพื้นที่แห้งแล้งกว้างใหญ่และภูมิประเทศที่เชื่อมต่อกับเขตทะเลทราย ส่วนทางทิศตะวันออกและตะวันตกยังสามารถมองเห็นแนวกำแพงเมืองจีนที่ทอดยาวไปตามพื้นที่โดยรอบ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่า เหตุใดพื้นที่แห่งนี้จึงถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของป้อมปราการสำคัญในอดีต เพราะนอกจากจะอยู่บนจุดสูงที่สามารถสังเกตการณ์ได้ไกลแล้ว ยังสามารถควบคุมและเฝ้าระวังเส้นทางผ่านเข้าออกพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอีกมุมหนึ่ง การได้ยืนอยู่บนป้อมปราการอายุหลายร้อยปี พร้อมมองเห็นเมืองสมัยใหม่อยู่ไม่ไกลออกไป ก็ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของอวี๋หลินได้อย่างชัดเจน จากพื้นที่ชายแดนที่เคยมีความสำคัญด้านการทหาร กลายมาเป็นเมืองที่มีบทบาททางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของมณฑลส่านซีในปัจจุบัน
จากป้อมปราการชายแดน สู่มรดกประวัติศาสตร์ที่จีนเปิดให้โลกสัมผัส
แม้เจิ้นเป่ยไถจะหมดบทบาททางการทหารไปนานแล้ว แต่ความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้หายไปตามกาลเวลา ปัจจุบันป้อมปราการกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวของกำแพงเมืองจีนในมุมที่แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างกำแพงเมืองจีนบริเวณกรุงปักกิ่ง

การนำคณะสื่อมวลชนและคอนเทนต์ครีเอเตอร์จากหลากหลายประเทศมาเยือนเจิ้นเป่ยไถภายใต้โครงการ Wow Trip Series ของ China Daily ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเผยแพร่เรื่องราวของเมืองและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในหมู่นักเดินทางต่างชาติ
สำหรับเมืองอวี๋หลิน การมีมรดกทางประวัติศาสตร์อย่างเจิ้นเป่ยไถถือเป็นจุดเด่นที่สามารถนำมาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะในช่วงที่จีนพยายามขยายการท่องเที่ยวไปยังเมืองรองและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสสถานที่ใหม่ ๆ นอกเหนือจากเมืองใหญ่
การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเยี่ยมชมกำแพงเมืองจีนอีกแห่งหนึ่ง แต่เป็นโอกาสในการทำความรู้จักเมืองอวี๋หลินผ่านเรื่องราวที่เชื่อมโยงทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต

จากป้อมปราการที่เคยสร้างขึ้นเพื่อป้องกันผู้คนจากภายนอก วันนี้เจิ้นเป่ยไถกลับกลายเป็นสถานที่ที่เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก ให้ได้ขึ้นไปยืนบนกำแพงเดียวกับที่ทหารจีนเคยใช้เฝ้าระวังชายแดนเมื่อหลายร้อยปีก่อน และมองออกไปยังภูมิประเทศผืนเดิมที่เปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคปัจจุบัน
