ในยุคที่โลกก้าวไปเร็วมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมอะไรต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนมีพื้นฐานมาจากการศึกษาทั้งนั้น บทความนี้จะพาไปพบกับอีกหนึ่งโอกาสของการศึกษา ที่จะทำให้น้อง ๆ ได้ก้าวกระโดดไปเร็วกว่าคนอื่น ๆ กับการสอบ GED กับ 10 ข้อที่ควรรู้และทำความเข้าใจ
1. การสอบ GED คืออะไร
การสอบ GED หรือชื่อเต็มๆ ว่า General Educational Development ในความหมายภาษาไทย คือ การสอบเทียบเท่าวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายตามหลักสูตรของสหรัฐอเมริกา ในบ้านเราคือ มัธยมศึกษาปีที่ 6 นั่นเอง ซึ่งได้รับความนิยมในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
2. ใครที่มีสิทธิ์สอบ GED
การสอบ GED เหมาะสำหรับผู้อ่านที่อยากมีวุฒิการศึกษา ไปใช้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โดยไม่ต้องรอให้จบการศึกษาระดับมัธยมปลายตามปกติ คุณสมบัติคือ ต้องมีอายุ 16 ปี จึงจะสามารถสอบได้ และถ้าสอบผ่านก็สามารถศึกษาต่อระดับปริญญาตรีได้เลย โดยผู้สอบที่สอบผ่านจะได้รับเอกสารต่างๆ จากทาง GED Testing Service และสามารถใช้เพื่อสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โดยไม่ต้องทำเรื่องเทียบวุฒิการศึกษากับทางกระทรวงศึกษาธิการ (อ้างอิงจากประกาศจากกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการเทียบวุฒิการศึกษาที่ประกาศไว้เมื่อ พ.ศ. 2560) หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปี แล้วอยากสอบ GED เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ก็ได้เช่นกัน
3. มหาวิทยาลัยที่รองรับนักศึกษาที่มาจากการสอบ GED
มหาวิทยาลัยในไทยที่รองรับในส่วนนี้ จะมีทั้งหลักสูตรปกติ และหลักสูตรอินเตอร์ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยนานาชาติมหิดล (MUIC) ยื่นได้ทุกคณะเลย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเอกชน เป็นต้น
4. การสอบ GED สอบวิชาอะไรบ้าง
การสอบ GED ในปัจจุบัน สอบทั้งหมด 4 วิชา ได้แก่ Reasoning Through Language Arts (ภาษาอังกฤษ) จำกัดเวลา 150 นาที Science (วิทยาศาสตร์) จำกัดเวลา 90 นาที Social Studies (สังคมศาสตร์) จำกัดเวลา 70 นาที Mathematical Reasoning (คณิตศาสตร์) จำกัดเวลา 115 นาที แต่ละวิชาจะมีคำถาม 30-50 คำถาม โดยเป็นตัวเลือกตอบ (Choice) เกือบทั้งหมด ส่วนวิชา Reasoning Through Language Arts จะมีการให้เขียน Essay ด้วย ในแต่ละรายวิชานั้น จะมีคะแนนเต็มอยู่ที่ 200 คะแนน และเกณฑ์ผ่านอยู่ที่ 145 คะแนน ซึ่งผู้สอบจะต้องสอบผ่านทั้ง 4 วิชาจึงจะได้รับ วุฒิการศึกษาจากทาง GED Testing Service
5. ระบบการสอบ GED เป็นอย่างไร
ระบบการสอบเทียบของ GED นั้นค่อนข้างยืดหยุ่น โดยผู้สอบสามารถจัดการวิชาสอบของตัวเองได้ เช่นสอบทีละวิชา หรือทุกวิชาพร้อมกัน สำหรับการการสอบซ่อม และการสอบใหม่ เพื่อให้ได้คะแนนมากกว่าเดิม หากเป็นการสอบครั้งที่ 2 และ 3 ในแต่ละวิชา ผู้สอบสามารถลงทะเบียนสอบได้เลย แต่การสอบครั้งที่ 4 เป็นต้นไป ผู้สอบจะต้องเว้นระยะห่างจากการสอบครั้งที่แล้วไม่ต่ำกว่า 60 วัน ซึ่งจริงๆ ก็ต้องประเมินตนเองว่าถ้าสอบใหม่ แล้วคะแนนจะดีขึ้นไหม ตัวผู้สอบมีความพร้อมมากพอหรือยัง
6. การสมัคร และการสอบจะเกิดขึ้นช่วงไหน ที่ไหนบ้าง
การสมัครสอบ GED สามารถสมัครสอบได้ทางอินเตอร์เน็ตที่ www.ged.com ได้ทุกวันเวลา ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้ก่อนทำการสมัครสอบ สำหรับผู้อ่านที่อายุ 16 ปีแล้วอยากสอบ จำเป็นจะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองเสียก่อน และต้องทำเป็นหนังสือยินยอม (Consent Form) เป็นหลักฐานส่งไปยัง GED Testing Service เพื่อขอเข้าสอบ ซึ่งก็ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ GED เช่นกัน การสอบ GED ก็สามารถสอบได้ทุกวัน ตามข้อ 5 และยังสามารถเปลี่ยนวันสอบได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการยกเลิกสอบนั้นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยคืนค่าสอบเต็มจำนวน ผ่านบัตรเครดิตที่ใช้สมัครสอบ ซึ่งทั้งการเปลี่ยนวันสอบ หรือยกเลิกวันสอบ ต้องทำก่อนจะถึงเวลาสอบภายใน 24 ชั่วโมงทั้งคู่
7. สถานที่สอบ GED ในประเทศไทย
สถานที่สอบ GED ในประเทศไทย มีทั้งหมด 5 ที่ แบ่งเป็นในกรุงเทพมี 2 ที่คือ Paradigm ชั้น 2 อาคารอัลม่าลิงค์ ชิดลม และ Pearson Professional Centers ใน BB Building ชั้น 10 ถนนอโศกมนตรี ซอยสุขุมวิท 21 ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ Movaci Technology ถนนช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ ในจังหวัดตาก ได้แก่ Thabyay Education ที่อำเภอแม่สอด และสุดท้ายที่จังหวัดภูเก็ต คือ Phuket Academic Language School ที่ถนนวิจิตรสงคราม อำเภอกะทู้
8. เมื่อสอบผ่าน จะได้รับเอกสารอะไรบ้าง
เนื่องจากปัจจุบัน GED Testing Service ไม่ได้ส่ง Paper Diploma และ Transcript แล้ว มีเฉพาะ E-Diploma และ E-Transcript เท่านั้น ซึ่งเมื่อสอบผ่านแล้ว ผู้เข้าสอบต้องรอประมาณ 2 อาทิตย์ หรือน้อยกว่านั้นจะได้รับอีเมล E-Diploma และ E-Transcript จาก GED Testing Service
9. ค่าใช้จ่ายการสอบ GED และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ค่าธรรมเนียมในการสอบวิชาละ 50 ดอลล่าร์สหรัฐ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับอัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินในขณะนั้นด้วย และยังมีค่าประกาศนียบัตร (Diploma) 15 ดอลล่าร์สหรัฐ และค่าใบแสดงผล(Transcript) อีก 15 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งโปรดศึกษาเพิ่มเติมในเว็บไซต์ ว่าส่วนของ 30 ดอลล่าร์สหรัฐหลังนี้ ต้องจ่ายเพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากเปลี่ยนมาเป็นระบบดิจิตอลหมดแล้ว แต่โดยปกติ จะประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 9,000 – 11,000 บาท
10. ความแตกต่างระหว่าง GED กับ IGCSE
ความแตกต่างของ 2 การสอบนี้คือ GED เป็นมาตรฐานหลักสูตรจากสหรัฐอเมริกา และ IGCSE เป็นมาตรฐานหลักสูตรจากประเทศอังกฤษ ซึ่งส่วนตัวแล้วก็แนะนำการสอบ GED มากกว่า เพราะทั้ง 2 การสอบมีลักษณะข้อสอบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่มองว่าในมุมของความยืดหยุ่นในการสอบ สอบได้ทุกวัน ตลอดทั้งปี ศูนย์สอบที่มีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงลักษณะข้อสอบที่ GED มีข้อสอบแบบเลือกตอบเป็นส่วนใหญ่ หรือแบบปรนัย (Multiple Choice) ซึ่งเอื้อต่อผู้สอบมากกว่า IGCSE
การสอบ GED กับ 10 ข้อที่ควรรู้ และคิดว่าครอบคลุมมากพอ ที่จะทำให้ผู้อ่านที่อยากไปสอบ GED เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยได้รวดเร็ว ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นระหว่างการศึกษาระดับมัธยมปลายได้มากพอควร รวมถึงเพิ่มโอกาสให้ผู้อ่าน หรือน้องๆ ได้ค้นพบตัวเอง หรือมีโอกาสทำอะไรมากขึ้น แต่อีกหนึ่งคำแนะนำคือ ควรหาที่ติวสอบ GED ซึ่งพบได้มากมายในกรุงเทพฯ ก็จะเป็นตัวช่วยให้เราสอบ GED ผ่านได้อย่างง่ายๆ นั้นเอง