ลา โรช-โพเซย์ ฉลอง 50 ปี รุกเวชสำอางไทย ตั้งเป้าติดท็อป 3 แบรนด์ขายดี
ลา โรช-โพเซย์
ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay) แบรนด์เวชสำอางระดับโลก ฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งความสำเร็จ จัดงานนิทรรศการ “Life-Changing House Since 1975” ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นผู้นำตลาดสกินแคร์ที่แพทย์ผิวหนังแนะนำ พร้อมประกาศแผนรุกตลาดประเทศไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุ และตั้งเป้าขึ้นเป็นหนึ่งในสามแบรนด์สกินแคร์ยอดขายสูงสุดในไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันตลาดความงามไทยยังคงร้อนแรงท่ามกลางการแข่งขันดุเดือด โดยเฉพาะเซ็กเมนต์ เวชสำอาง (Dermocosmetics) ที่ยังคงเป็นดาวเด่นเติบโตในอัตราสองหลักต่อเนื่อง สวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว ด้วยความต้องการสินค้าคุณภาพสูง เน้นความปลอดภัย และได้รับการรับรองทางการแพทย์ ทำให้ผู้บริโภคไทยทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่น ไปจนถึงผู้สูงอายุ ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวมากขึ้น
ซึ่งหนึ่งในผู้นำตลาดอย่าง ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay) แบรนด์เวชสำอางภายใต้เครือ ลอรีอัล (ประเทศไทย) ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1975 ที่ประเทศฝรั่งเศส และเข้ามาในไทยตั้งแต่ปี 2003 ยืนหยัดมากว่า 22 ปี ประกาศเดินหน้าเสริมแกร่งธุรกิจในโอกาสครบรอบ 50 ปี ภายใต้ปรัชญา “สุขภาพผิวสำคัญกว่าแค่ความงาม แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต”
เดินหน้าสู่เป้าหมายใหม่ในตลาดไทย
นางสาวอรวรรณ ลาภอำนวยผล ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดเวชสำอางในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม สกินแคร์รักษาสิว กันแดด และผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิว ที่ยังคงเป็นสินค้าขายดี และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาดูแลผิวเร็วขึ้นกว่าในอดีต
โดยปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของ ลา โรช-โพเซย์ ในไทย จะครอบคลุมตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยผิวแพ้ง่ายและผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการการดูแลผิวเฉพาะทาง โดยมีสัดส่วนสำคัญอยู่ที่วัยทำงานอายุ 25-44 ปี ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในตลาดปัจจุบัน ขณะที่กลุ่มเป้าหมายใหม่ที่แบรนด์ต้องการขยายต่อคือ ผู้สูงอายุ เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะเติบโตแต่ก็ต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันสูง ทั้งจากแบรนด์ต่างประเทศที่บุกเข้ามามากขึ้น และจากผู้เล่นท้องถิ่นที่สร้างฐานลูกค้าเหนียวแน่น ซึ่งหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของ ลา โรช-โพเซย์ คือ การสร้างการรับรู้ (Awareness) ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่ต่างจังหวัดและยังเข้าถึงแพทย์ผิวหนังได้จำกัด

ชูกลยุทธ์ 3 แกนหลัก
โดยเบื้องต้นมีแผนที่จะเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.Medical-light การทำงานร่วมกับแพทย์ผิวหนังอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 2.Innovation การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น โปรแกรม “SPOTSCAN” วิเคราะห์ปัญหาผิวด้วย AI และโมเลกุล “MELASYL” ที่จัดการปัญหาจุดด่างดำอย่างตรงจุด
และ 3.Communication การเข้าถึงผู้บริโภคทุกช่องทาง โดยเฉพาะการใช้พลังอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายทอดข้อมูลทางการแพทย์ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ตรงใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ ลา โรช-โพเซย์ ยังให้ความสำคัญกับ “พันธกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” ไม่เพียงแต่พัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังสนับสนุนโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ภายใต้แนวคิด Healing Power of Touch เพื่อสร้างกำลังใจแก่ผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงยังชูเป้าหมายเพื่อโลกด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในการผลิตตั้งแต่ปี 2023 และตั้งเป้าใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล 100% ภายในปี 2030 เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนในระยะยาว
ฉลองครบรอบ 50 ปี
ขณะเดียวกันในโอกาสครบรอบ 50 ปี ลา โรช-โพเซย์ ยังได้จัดนิทรรศการ “Life-Changing House Since 1975” เพื่อสะท้อนเส้นทางความสำเร็จ และย้ำบทบาทแบรนด์เวชสำอางอันดับ 1 ที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกแนะนำ
โดยมีผลิตภัณฑ์ไอคอนิกที่สร้างการเติบโตในไทย อาทิ EFFACLAR DUO+M สำหรับผิวเป็นสิว, ANTHELIOS UVMUNE 400 SPF50+ PA++++ กันแดดเนื้อบางเบา, MELA B3 SERUM ลดเลือนจุดด่างดำ, CICAPLAST BAUME B5+ บาล์มสำหรับผิวบอบบาง และ LIPIKAR BAUME AP+M สำหรับผิวแห้งที่ใช้ได้ทุกวัย
“จากแฟนการดำเนินงานดังกล่าวคาดว่าแบรนด์จะสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 3 แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มียอดขายสูงสุด โดยเชื่อว่าสุขภาพผิวสำคัญกว่าแค่ความงามและสิ่งนี้จะเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนแบรนด์ไปอีก 50 ปีข้างหน้า”
