Skip to content

ททท.เร่งปั๊มตัวเลขโค้งท้าย แก้ปมนักท่องเที่ยวหลุดเป้า

29 ก.ย. 2568 | 08:46น.
ททท.เร่งปั๊มตัวเลขโค้งท้าย แก้ปมนักท่องเที่ยวหลุดเป้า

ททท.ผนึกเอกชนท่องเที่ยว-หอการค้าไทย ปั๊มยอดนักท่องเที่ยวโค้งท้ายปลายปี แก้โจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติหลุดเป้า พร้อมอัดอีเว่นต์ปลุกตลาด “จีน-อินเดีย” เรียกความเชื่อมั่นล่าสุดดันโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” กระตุ้นคนไทยเที่ยวในประเทศ ส.อ.ท.ฝันอนาคตดึงต่างชาติเที่ยวไทยแตะระดับ 70 ล้านคนต่อปี

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย และหน่วยงานภาคการท่องเที่ยว ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของปีที่ต้องเร่งสร้างรายได้ให้มากที่สุด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังเปราะบาง โดยเฉพาะจากตลาดจีน

นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า แม้ภาคการท่องเที่ยวของประเทศจะฟื้นตัว แต่ปัจจุบันยังคงเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเหตุภัยพิบัติ ความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ

ยอดนักท่องเที่ยวยังต่ำเป้า

โดยจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 21 กันยายน 2568 พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 23.4 ล้านคน โดยมาเลเซียครองอันดับ 1 มีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 3.38 ล้านคน แซงหน้าจีนที่เคยเป็นตลาดหลักของไทยที่มีจำนวน 3.31 ล้านคน ตามด้วยอินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้

“ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยคาดว่าทั้งปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวรวมราว 33.4 ล้านคน จากเป้าหมาย 35 ล้านคน หรือต่ำกว่าเป้าประมาณ 6% ตัวเลขนี้เป็นโจทย์สำคัญที่ ททท. ต้องเร่งแก้ไขในช่วง 3-4 เดือนสุดท้ายของปีนี้” นางสาวฐาปนีย์กล่าว

อัดอีเว่นต์กระตุ้น “จีน-อินเดีย”

นางสาวฐาปนีย์กล่าวด้วยว่า เพื่อกระตุ้นตลาดสำคัญอย่างจีน ททท. จึงเตรียมเปิดตัวแคมเปญ “Trusted Thailand” อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ พร้อมจัดกิจกรรมเทศกาลไหว้พระจันทร์ระหว่างวันที่ 26 กันยายน-8 ตุลาคม 2568 รองรับช่วง Golden Week ของจีน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 200,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 20,000 คน

ขณะที่ตลาดอินเดีย ททท.ได้เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาล “ดิวาลี” เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวอินเดีย พร้อมดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากกลุ่มยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรมมหกรรมลอยกระทงในช่วงปลายปี โดยขยายเวลาการจัดงานและโปรโมตสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงกิจกรรมเคานต์ดาวน์ปีใหม่ทั่วประเทศ เพื่อเสริมบรรยากาศการท่องเที่ยวให้คึกคักยิ่งขึ้น

ดัน “เที่ยวไทยคนละครึ่ง”

นางสาวฐาปนีย์กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่ ททท. เตรียมผลักดันคือ โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อใช้งบประมาณคงเหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เดิม วงเงิน 1,750 ล้านบาท

“แนวคิดหลักคือ ช่วยกระตุ้นให้คนไทยหันมาเที่ยวในประเทศ ด้วยการแบ่งค่าทัวร์กับบริษัททัวร์ในสัดส่วนคนละครึ่ง โดยบริษัททัวร์จะต้องออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เช่น ทัวร์อาหาร ทัวร์สายมู ทัวร์สุขภาพ ฯลฯ โดย ททท. จะเสนอรายละเอียดโครงการต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเร็ว ๆ นี้” นางสาวฐาปนีย์กล่าว

ดึงต่างชาติเที่ยวไทย 70 ล้านคน

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความคาดหวังให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยสามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 70 ล้านคนต่อปีในอนาคต เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวให้สูงถึง 20-25% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่อยู่ราว 10% โดยมองว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์หลักร่วมกับการส่งออก ที่รวมกันคิดเป็นกว่า 70%ของเศรษฐกิจไทย

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ขณะนี้การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคกำลังเข้มข้นขึ้น ขณะที่ไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นกว่า 17% ในรอบ 17 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เสียเปรียบประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นที่ค่าเงินเยนอ่อนลง จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนได้มากขึ้น โดยมองว่าค่าเงินบาทควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมราว 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

“ไทยยังเผชิญปัญหาด้านความเชื่อมั่นในความปลอดภัย ซึ่งกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีน แม้จะได้ตลาดอื่น เช่น อินเดีย รัสเซีย และยุโรป เข้ามาทดแทน แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยในเชิงปริมาณได้”นายเกรียงไกรกล่าว

นายเกรียงไกรกล่าวด้วยว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ ทั้งภาคการผลิตและบริการ เนื่องจากภาคเอกชนยังห่วงเรื่องต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่จำนวนมากให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน พร้อมส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น