ศุภจี เปิดผลเจรจาสหรัฐล่าสุด 3 ข้อ ดันไทยลงทุนพลังงาน-เกษตรเพิ่ม ลดนำเข้าเครื่องบิน
นายกฯอนุทิน ไฟเขียว ศุภจี หัวหน้าทีมไทยแลนด์ เปิดข้อเสนอและผลการเจรจากับสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุด เผยดีกรีการหารือ 3 ประเด็น กับฝ่ายนโยบายทรัมป์ และUSTR
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะ “หัวหน้าทีมไทยแลนด์” เปิดเผยหลังกลับจากการทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐอเมริกา ครั้งล่าสุด ว่า ฝ่ายไทยพยายามเจรจาภายใต้บริบที่สหรัฐต้องการให้ไทยตัดจบ เรื่องความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (Agreement of Reciprocal Trade: ART) เช่นเดียวกับประเทศมาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซีย
“แต่ประเทศไทย ไม่เหมือนกับ 3 ประเทศดังกล่าว เรามีกฎหมายภายในประเทศที่ต่างกัน บางเรื่องเรายอมตกลงไม่ได้ เรากับสหรัฐมีหลายเรื่องที่น่าจะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันได้มากกว่า เราพยายามบอกว่าบริบทและกฎหมายภายในเราต่างกัน เราจะมีจุดที่ไม่ยอมในบางเรื่องแต่บางเรื่องก็สามารถผ่อนปรนได้” นางศุภจี กล่าว
เผยดีกรีการหารือสหรัฐอเมริกาล่าสุด
รองนายกฯ เล่าว่าในการเดินทางไปเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะเจรจาไทย ได้เข้าพบฝ่ายนโยบายระดับสูงที่มีอิทธิพลทางความคิดกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และUSTR ดีกรีที่คุยกัน คือ
1. เรายืนยันความตั้งใจของไทยในการลดการขาดดุลการค้าตามข้อตกลงเดิม ที่อยู่ในกรอบอัตราภาษี 19 % แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว
2. ฝ่ายไทยโดยเอกชน จะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ จากเดิมที่มีมูลค่าประมาณ 19.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และแผนการลงทุนเพิ่มเติมอีกเกือบ 20 รายไปนำเสนอ อาทิ สาขาพลังงาน ของบริษัทบ้านปู และการเกษตร เช่น ซีพี จะลงทุนผลิตอาหารและการวิจัยร่วมกับสหรัฐด้วย
3. ความร่วมมืออื่นๆ ที่ประเทศไทยจะสนับสนุนสหรัฐฯ ได้ เช่น มาตรการอื่น ที่ไม่ใช่เรื่องภาษี Non-trade barriers เช่น การอำนวยความสะดวกเรื่องการตรวจโรงงาน หรือความมั่นคง ที่ยังมีการฝึกทหารร่วมกัน
ทั้งนี้ รัฐบาลมีความพร้อมในการรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาในทุกด้าน โดยขณะนี้เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการเร่งเจรจาให้ข้อตกลง ART ให้สำเร็จภายใต้ประโยชน์ร่วมที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่าย เนื่องจากข้อตกลงนี้จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะกำหนดว่าประเทศไทยจะได้รับอัตราภาษีที่ 19% ตามที่เคยตกลงกันไว้ หรือจะต้องกลับไปเจอกับอัตราภาษีใกล้เคียงกับอัตรา 36% ตามที่สหรัฐฯ เคยประกาศไว้ในตอนแรก
เตรียมชงกฎหมายแรงงานเข้าสภาผู้แทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในส่วนของประเด็นแรงงานบังคับ ประเทศไทยถูกไต่สวนพร้อมกับ 60 ประเทศ และมีการสรุปผลเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยไทยได้ถูกประกาศเรียกเก็บอัตราภาษีที่ 12.5% ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 46 ประเทศที่ได้อัตรานี้ ขณะที่อีก 14 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ได้เซ็นข้อตกลง ART ไปแล้วได้รับอัตราที่ต่ำกว่าคือ 10% ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายดูแลเรื่องการบังคับใช้แรงงานอยู่แล้วภายในประเทศ
แต่สิ่งที่ยังขาดคือกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่มาจากกระบวนการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการเร่งจัดทำ กฎหมายและเร่งผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยหน้า (สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 25 สิงหาคม 2569 – 22 ธันวาคม 2569) ภายใต้การดูแลของกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเป็นฝ่ายเลขา คือ การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD)
“อัตราภาษี 12.5% เกี่ยวกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับนั้น ยังไม่ได้เก็บในทันที เพราะจะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือใครก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่า USTR จะทำได้ 100% แต่เขามีหน้าที่รวบรวมความเห็นจากประเทศที่ถูกไต่สวนอย่างเช่นประเทศไทย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ รวบรวมมานำเสนอประธานาธิบดี นำเสนอสภาคองเกรส และจะออกมาว่าประเทศนี้จะได้กี่เปอร์เซ็นต์” รองนายกฯ ระบุ
นายกฯ อนุทิน ไฟเขียว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ทั้งหมดนี้ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว และก็เห็นด้วยทุกอย่างและให้สิทธิในการเจรจาโดยห้ามเกินเส้นแดงของเรา บางประเทศเขาอาจจะยอมไปหมดเพื่อให้จบแล้วค่อยไปล้มในสภาภายหลัง แต่การเมืองบ้านเราภาคประชาชนแรงมากเราจะยอมแบบนั้นไม่ได้”
เปิดไทม์ไลน์เจรจา 3 รัฐบาล “แพทองธาร-อนุทิน 1-2”
นางศุภจี ย้อนข้อมูลให้ฟังว่า เมื่อเดือนเมษายน 2568 สหรัฐฯ ได้จัดอันดับประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 11 และได้ใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ประกาศเก็บภาษีไทยที่ 36% จากการคำนวณของสหรัฐฯ ทำให้คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น เดินทางไปเจรจา จนนำไปสู่การเคาะตัวเลขอัตราภาษีที่ 19% เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเจรจาเรื่อง ART ให้จบ รวมทั้งต้องเจรจาในส่วนของรายการสินค้าภายใต้เอกสารแนบท้าย Annex III ด้วย
ต่อมา มีการเปลี่ยนรัฐบาล ประกอบกับคณะรัฐมนตรีชุดต่อมาเป็นรัฐบาลรักษาการที่มีระยะเวลาทำงานจำกัดเพียงประมาณ 4 เดือน การเจรจาเรื่อง ART จึงยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดกับกระทรวงต่าง ๆ อย่างเป็นกิจจะลักษณะ กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ 2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐมีคำวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่ประธานาธิบดีใช้อยู่นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้ยุติการใช้ ทำให้สหรัฐหันไปใช้มาตรา 122 เก็บภาษีนำเข้า 10% เท่ากันทุกประเทศเป็นการชั่วคราวแทน ซึ่งมีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วันจนถึงวันที่ 23 ก.ค.2569 เท่านั้น
เมื่อมาตรา 122 หมดอายุลง สหรัฐฯ จึงหันไปใช้กลไกตามมาตรา 301 ซึ่งแตกต่างจาก IEEPA ตรงที่ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งผู้ประกอบการ ภาคเอกชนของสหรัฐ และประเทศที่ถูกไต่สวน ก่อนที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐหรือ USTR จะรวบรวมนำเสนอต่อประธานาธิบดีและสภาคองเกรส โดยประเทศไทยถูกไต่สวนใน 2 ประเด็นหลัก คือเรื่องแรงงานบังคับ และเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ส่วนประเด็นทรัพย์สินทางปัญญานั้นไทยไม่ได้ถูกดำเนินการต่อ
ส่วนของการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐตามข้อตกลงเดิม นางศุภจีระบุว่า ไทยพยายามขอปรับลดเป้าหมายบางรายการให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น เช่น กรณีเครื่องบินที่เคยระบุไว้ในยุครัฐบาลแพทองธาร 80 ลำ commitment 40 ลำ / potential 40 ลำ อาจจะซื้อตามความเหมาะสม ส่วนสินค้าเกษตรซึ่งเคยระบุว่าจะซื้อปีละ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามข้อตกลงเดิม เนื่องจากล่วงเลยมาถึงกลางปีแล้ว จึงอาจต้องขอแบ่งเป้าหมายออกเป็นระยะแทน
สำหรับสินค้าประมงและอาหารทะเล ยังต้องเจรจาเพิ่มเติม โดยรัฐบาลพยายามลดภาระภาษีเฉลี่ยของสินค้าไทยให้ต่ำที่สุด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้เสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานต่อจากนี้ไว้ 4 เรื่องสำคัญ นั่นคือ การเร่งผลักดันกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ การเจรจาสรุปข้อตกลง ART ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันสูงสุดโดยไม่ให้ไทยเสียเปรียบ การสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐตามกรอบเดิมที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วภายใต้ Joint Statement โดยยืนยันว่ารัฐบาลดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอนของการเจรจา
————————————————————