ไทยเบฟฯประกาศแผนปี’69 ทุ่มงบฯลงทุน 9,000 ล้านบาท เสริมแกร่งธุรกิจทั้งในไทย-ต่างประเทศ เล็งเดินเครื่องโรงงานผลิตเบียร์กัมพูชา ชิงความได้เปรียบระยะยาว เพิ่มกำลังผลิต-โกดังสุราในอังกฤษ ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์รับดีมานด์สุราสี ด้านธุรกิจน็อนแอลฯลุยตลาดฮาลาลหวังต่อยอดสู่ตลาดโลกเตรียมพลิกโฉมโออิชิบุฟเฟต์รับมือตลาดแข่งดุ
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจและเศรษฐกิจงบฯ ปี 2569 ของไทยเบฟฯ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ (1 ตุลาคม 2568-30 กันยายน 2569) มีแนวโน้มดีจากแนวทางของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและผลของโครงการกระตุ้นที่กำลังจะออกมา เช่น คนละครึ่ง และการเจรจาการค้าที่มีความชัดเจน รวมถึงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่น่าจะพาเศรษฐกิจของไทยเติบโตได้
โดยอาเซียนถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าฮาลาลที่มีโอกาสเติบโตสูงทั่วโลก โดยสามารถเริ่มจากการตอบโจทย์ชาวมุสลิมทั้งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ก่อนต่อยอดไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคที่ธุรกิจเครื่องดื่มยังมีโอกาสเติบโต
ประกาศปี’69 ลงทุน 9 พันล้าน
นายฐาปนกล่าวว่า เพื่อต่อยอดโอกาสนี้มาสร้างการเติบโต บริษัทวางแผนลงทุน 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจเครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ 4,000 ล้านบาท ธุรกิจสุรา 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเบียร์ 2,000 ล้านบาท และธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท โดยตัวเลขนี้ลดลงจากปีงบฯ 2568 ที่บริษัทลงทุน 12,000 ล้านบาท เนื่องจากปีงบฯนี้บางส่วนอยู่ในรูปค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX)
พร้อมดำเนินธุรกิจในแต่ละบียู ภายใต้ 2 กลยุทธ์หลัก คือ “Reach Competitively” หรือการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการขยายเครือข่ายการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทาง และการให้บริการที่ไร้รอยต่อในระดับต้นทุนที่แข่งขันได้ และ “Digital for Growth” หรือขับเคลื่อนการเติบโต เสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเสริมสมรรถภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงเครือข่ายคู่ค้าและผู้บริโภค ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เพิ่มกำลังผลิตในต่างประเทศ
นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา และผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์กร กล่าวเสริมว่า ในธุรกิจสุราจะเน้นเสริมแกร่งธุรกิจในต่างประเทศวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ด้วยงบฯ 1,000 ล้านบาท สำหรับเพิ่มกำลังผลิตในฝรั่งเศส และสร้างโกดังสินค้าในอังกฤษและนิวซีแลนด์ รวมถึงการทำตลาดในวาระครบรอบของแบรนด์สุราต่าง ๆ ในพอร์ตโฟลิโอ
ส่วนในไทยจะลงทุนอีก 1,000 ล้านบาท เพื่อเสริมแกร่งให้แบรนด์สุราขาวและสุราสี เช่น พัฒนานวัตกรรมฉลากแบบใหม่เพื่อตอบโจทย์เทรนด์แชร์สุราในตู้เย็น ย้ำแบรนด์ให้เป็นไอคอนิกของตลาดสุราขาว เปิดตัวสุราไซซ์เล็ก 200 มล. รับเทรนด์คนรุ่นใหม่สังสรรค์น้อยลงและสภาพกำลังซื้อ
รวมถึงผลักดันสุราไทยให้เป็นที่รู้จักในเวทีโลก และสร้างการรับรู้ให้กับแอลกอฮอล์พร้อมดื่มที่เป็นสินค้าใหม่ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด
สร้าง รง.ผลิตเบียร์ใน “กัมพูชา”
ด้านนายไมเคิล ไซน์ ฮิน ฟา ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเบียร์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเบียร์ โค ลิมิเต็ด กล่าวว่า ในปีงบฯ 2569 จะเน้นลงทุนด้วยงบฯ 2,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตในกัมพูชา กำลังผลิต 50 ล้านลิตร/ปี ที่จังหวัดกันดาล (Kandal) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในอีก 2-3 เดือนนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจในกัมพูชา ทั้งด้านราคาสินค้า และการทำโปรโมชั่น
“แม้จะมีสถานการณ์บริเวณชายแดน แต่บริษัทมองถึงธุรกิจในระยะยาว ซึ่งการบริโภคเบียร์ในกัมพูชาอยู่ที่มากกว่า 50 ลิตร/คน/ปี เป็นตลาดศักยภาพสูง ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถต่อยอดทรัพยากรของเบียร์โคทั้งไลน์สินค้าและบุคลากรเพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาด” นายไมเคิล ไซน์ ฮิน ฟา กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายนำบริษัทเบียร์ โคฯ เข้าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ตามเดิม เพียงแต่ยังรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม
รุก “ฮาลาล” ต่อยอดตลาดโลก
ขณะที่นายโฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการประเทศไทย ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานดิจิทัลและเทคโนโลยี กล่าวว่า สำหรับงบฯลงทุนในกลุ่มเครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ 4,000 ล้านบาทนั้น เป็นวงเงินที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่จะเน้นขยายธุรกิจในต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการลงทุนในโครงการฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ที่ประเทศมาเลเซีย
ส่วนการลงทุนในไทยจะเน้นเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต อาทิ โรงงานผลิตพรีฟอร์ม (Preform) และการเป่าขวดพลาสติก เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจ
สำหรับแผนการขยายตลาดต่างประเทศนั้น “โออิชิ” จะเป็นหัวหอกหลัก หลังปรับภาพลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยเน้นตลาดกัมพูชา ซึ่งมีโรงงานผลิต นอกจากนี้จะรุกตลาดฮาลาล เนื่องจากมีความได้เปรียบจากฐานการผลิตและเครือข่ายของ F&N ในมาเลเซีย
ส่วนในด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ปีนี้จะมีการเปิดตัวและผลักดันแบรนด์ใหม่ โดยมี “Nutriwell” ที่ร่วมกับ F&N เจาะตลาดสุขภาพ และผลิตภัณฑ์จากพืช เริ่มจากนมถั่วเหลืองพรีเมี่ยม ก่อนจะขยายไปสู่กลุ่มเครื่องดื่มสมุนไพรต่อไป
รวมถึงการลงทุนด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง “Single View of the Customer” ทำให้สามารถมองเห็นข้อมูลของร้านค้าแต่ละแห่งเป็นบัญชีเดียว ลดความซ้ำซ้อนของหลายธุรกิจในเครือ และนำเสนอขายสินค้าข้ามกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยฐานข้อมูลจุดขายที่มีอยู่กว่า 600,000 แห่งทั่วประเทศ
ทั้งนี้ บริษัทยังคงตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจนี้ในระดับเลขสองหลัก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวตามวิสัยทัศน์ Passion 2030
พลิกโฉม “โออิชิ บุฟเฟต์”
นายไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย กล่าวว่า ในสายธุรกิจอาหาร บริษัทจะมุ่งเพิ่มจุดให้บริการร้านอาหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงให้ดียิ่งขึ้น และพัฒนารูปแบบร้านใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับทำเลและกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายในสาขาที่มีอยู่ ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายที่น่าสนใจ และการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ
นอกจากนี้จะปรับโฉมโออิชิ บุฟเฟต์ครั้งใหญ่ หลังปรับโฉมชาบูชิไปก่อนหน้าแล้ว โดยมุ่งเน้น 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ คุณภาพ ความสร้างสรรค์ และช่วงเวลาแห่งความสุข เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อรับมือการแข่งขันที่ดุเดือด และเจาะกลุ่มเจนซี