Skip to content

รพ.รามคำแหง รีแบรนด์ครั้งใหญ่รับ ‘คนรุ่นใหม่-ต่างชาติ’

20 ต.ค. 2568 | 11:26น.
รพ.รามคำแหง รีแบรนด์ครั้งใหญ่รับ ‘คนรุ่นใหม่-ต่างชาติ’

โรงพยาบาลรามคำแหง รีแบรนด์สู่ RAM 2.0 โหมการตลาด-แบรนดิ้งขยายฐานคนรุ่นใหม่-ชาวต่างชาติ ลุยเปลี่ยนโลโก้ ปรับแนวทางธุรกิจมุ่งกลุ่มดูแลสุขภาพก่อนป่วย โฟกัสลงทุนในบริษัทย่อย คาดรายได้ปี’69 ก้าวกระโดด 14,495 ล้านบาท รั้งรายได้ท็อป 3 โรงพยาบาลเอกชน

นพ.พิชญ สมบูรณสิน ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลรามคำแหงดำเนินธุรกิจมากว่า 37 ปีแล้ว โดยมีพันธมิตรโรงพยาบาลกว่า 46 แห่งทั่วประเทศ จำนวนเตียงกว่า 7,800 เตียง แต่แม้จะมีฐานผู้ใช้บริการจำนวนมากที่เชื่อมั่นในแบรนด์ และใช้บริการต่อเนื่อง แต่จำนวนไม่น้อยเริ่มเข้าสู่ช่วงสูงวัย ดังนั้นเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ จึงต้องขยายฐานผู้ใช้บริการให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งยังไม่รู้จักโรงพยาบาลรามคำแหงมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาโรงพยาบาลไม่มีการทำตลาดและสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง

ด้วยเหตุนี้ จึงตัดสินใจรีแบรนด์โรงพยาบาลรามคำแหงครั้งใหญ่ ตามยุทธศาสตร์ “RAM 2.0 The New Era of Ram Hospital Group” ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโลโก้ วางวิสัยทัศน์ใหม่มุ่ง “ตอบทุกความต้องการ เชี่ยวชาญทุกการดูแล” ที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญแบบรอบด้านตั้งแต่การแพทย์เชิงป้องกันไปจนถึงการรักษาโรคยาก และการฟื้นฟู แบบไม่จำกัดวัยผู้ป่วยตั้งแต่เด็กจนถึงสูงวัย หรือการดูแลคุณภาพชีวิต (Well-being)

นพ.พิชญ สมบูรณสิน โรงพยาบาลรามคำแหง
นพ.พิชญ สมบูรณสิน

พร้อมปรับกลยุทธ์การสื่อสาร มุ่งสื่อให้คนรุ่นใหม่ดูแลสุขภาพเสมือนการลงทุนระยะยาว พร้อมเน้นย้ำศักยภาพของโรงพยาบาลรามฯ และโรงพยาบาลในเครือที่สามารถรองรับความต้องการด้านป้องกันโรคได้ สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่สนใจดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น

รวมไปถึงแนวทางการลงทุนที่จะเน้นการลงทุน การควบรวมกิจการ (M&A) ผ่านการลงทุนในบริษัทย่อยเพื่ออัพเกรดและขยายเครือข่ายพันธมิตร ตามแนวทางสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบในเครือข่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์

ทั้งนี้ เพื่อย้ำโพซิชั่นการมีเครือข่ายครอบคลุมเป็นอันดับ 2 ของไทย รวมถึงสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง

“ที่ผ่านมาผู้บริโภคทั่วไปที่ไม่เคยใช้บริการ และคนรุ่นใหม่มักรู้จักโรงพยาบาลรามคำแหงในฐานะโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านโรคของผู้สูงวัย ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัด เราจึงต้องรีแบรนด์ เพื่อทำความเข้าใจกับผู้บริโภค อาศัยจังหวะที่ผู้บริโภคสนใจการป้องกันโรคมากขึ้น”

จาก Sick Care สู่ Health Care

นายทีโบ สปิทาคิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า โรงพยาบาลจะเน้นปรับเพิ่มการให้บริการด้านดูแลสุขภาพมากขึ้น เปลี่ยนผ่านจาก Sick Care สู่ Health Care หรือการดูแลก่อนป่วย ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมการแพทย์ (Digital Health & Innovation) อาทิ AI, Telemedicine, Big Data และอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพ มาเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัย และการรักษา

โดยนอกจากชาวไทยแล้ว จะสื่อสารไปยังชาวต่างชาติทั้งผู้ที่อาศัย และผู้ที่มาทำงานในประเทศไทย เพื่อขยายสัดส่วนผู้ใช้บริการชาวต่างชาติให้มากกว่าปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% เท่านั้น

ทั้งนี้ เพื่อก้าวขึ้นเป็นโรงพยาบาล Top of Mind ที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อต้องการบริการด้านการดูแลสุขภาพ

ลงทุนขยายความครอบคลุม

ด้าน ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง และบริษัทในเครือ เสริมว่า ในด้านการลงทุนหลังจากนี้จะเดินหน้าลงทุนในลักษณะ Brownfield, M&A และ Partnership เน้นการเข้าไปลงทุนในบริษัทย่อย เพื่อเสริมศักยภาพและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงจุดแข็งอย่างการมีรพ.แฟลกชิปทั่วประเทศ ด้วยการเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลในแต่ละภูมิภาค เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาและบริการสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น

หลังก่อนหน้านี้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี ทำให้ปัจจุบันกลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหงมีเครือข่ายโรงพยาบาลรวม 46 แห่งทั่วประเทศ มีจำนวนเตียงรวม 7,800 เตียง นับเป็นผู้นำกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนอันดับ 2 ของประเทศไทย ทั้งนี้ คาดการณ์การเติบโตทั้งเครือในปีนี้ 40% จากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม เพื่อความคล่องตัวจึงไม่ได้ตั้งงบฯการลงทุนแบบตายตัว แต่จะโฟกัสกับจังหวะเวลาและมูลค่าที่เหมาะสม รวมถึงเป้าหมายที่ชัดเจน เมื่อมีโอกาสจะเข้าลงทุนแน่นอน

ทั้งนี้ คาดว่ารายได้ของกลุ่มบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) ในปี 2568 นี้จะเติบโต 40% จากปีก่อนหน้า หรืออยู่ที่ 14,495 ล้านบาท ก้าวกระโดดจากปี 2567 ที่มีรายได้ 10,228.8 ล้านบาท