‘หมอเพื่อน-โจนส์สลัด’ เปิดแนวคิด Longevity สุขภาพดี เริ่มที่อาหาร
อาริยะ คำภิโล-พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี
“เครือมติชน” ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายสุขภาพชั้นนำ จัดใหญ่ “Thailand Healthcare 2026” มหกรรมสุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ ปีที่ 18 เมื่อวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 โดยเปิดแนวคิด “Longevity อยู่ดี แฮปปี้นาน” การใช้ชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่านมุมมองของคนดังอย่าง “หมอเพื่อน” และเจ้าของร้านโจนส์สลัด ที่กำลังเป็นกระแสนิยม
เจาะลึก Longevity
พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี หรือ “หมอเพื่อน” แพทย์ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลพญาไท 2 เปิดใจ เจาะเทรนด์ Longevity ชีวิตที่เฮลตี้อย่างยั่งยืน เธอนิยาม Longevity คือ การมีสุขภาพที่ดีไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่
“Longevity เป็นศาสตร์ที่มีต้นกำเนิดมากว่า 2,000 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิจิ๋นซี ที่ทรงสั่งให้ค้นหายาอายุวัฒนะ แต่ในยุคปัจจุบันศาสตร์นี้ได้ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด โดยผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พื้นฐานพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และการปรับพฤติกรรม เพื่อยืดช่วงเวลาที่ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคเรื้อรัง”
ยุคการแพทย์ปัจจุบันเริ่มหันมาจัดการที่ต้นเหตุของความเสื่อม ไม่ใช่รอให้เกิดโรคแล้วค่อยรักษา โดยมีนวัตกรรมและงานวิจัยสำคัญ อาทิ แนวคิดของ ดร.เดวิด ซินแคลร์ (David Sinclair) นักชีววิทยาและนักพันธุกรรมชื่อดังจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของแนวคิด “ความแก่คือโรคที่สามารถรักษาได้” ซึ่งเสนอแนวทาง เช่น การจำกัดช่วงเวลาการกิน (Intermittent Fasting) และการทานอาหารเสริมที่เหมาะสม

6 เสาหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต
หมอเพื่อนได้สรุป 6 เสาหลักของเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ที่ทุกคนนำไปปฏิบัติได้จริง ดังนี้ 1.อาหารเป็นยา หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป และระวังน้ำตาลที่เปรียบเสมือน “ยาพิษ” เพราะยิ่งกินมากยิ่งแก่เร็ว 2.นอนหลับพักฟื้น การนอนหลับที่มีคุณภาพคือยาที่ดีที่สุด 3.หลีกเลี่ยงสิ่งเสี่ยง ลดปัจจัยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
4.เคลื่อนไหวคือชีวิต การออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ 5.จัดการความเครียด โดยเฉพาะความเครียดจากโซเชียลมีเดียในยุคปัจจุบัน ที่การเห็นชีวิตคนอื่นมักสะท้อนมาทำร้ายความรู้สึกตัวเอง และ 6.ความสัมพันธ์คือยา การมีสังคมและความสัมพันธ์ที่ดีส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง
นอกจากนี้ เทรนด์ Longevity ระดับโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Well-being ไปสู่ระดับโมเลกุล ที่ “วัดได้ ปรับได้ และเฉพาะตัว” เช่น การเลือกกินอาหารให้เหมาะกับ Microbiome หรือจุลินทรีย์ในลำไส้ของแต่ละคน รวมถึงการชะลอวัยด้วยการกำจัดเซลล์ชราออกจากร่างกาย และการใช้ชีวิตตาม Biological Clock หรือนาฬิกาชีวิต เพราะการตรวจร่างกายประจำปีและการป้องกันตั้งแต่แรกดีกว่าการรอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา
“การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือ การจ่ายเงิน เพื่อรู้ว่าเราไม่ต้องจ่ายเงินค่าอะไร”

เคล็ดลับอาหารชะลอวัย
อีกหนึ่งไฮไลต์บนเวที Health Talk คือ กล้อง-อาริยะ คำภิโล CEO & Founder แบรนด์โจนส์สลัด ที่มาแชร์เคล็ดลับ “กินเปลี่ยนเซลล์” พร้อมเปิดมุมมองใหม่เรื่องโภชนาการที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง
กล้อง-อาริยะ เปิดเผยว่า สุขภาพดีไม่ได้วัดกันที่กล้ามใหญ่หรือวิ่งได้ไกล แต่คือ “ร่างกายที่ทำงานได้ปกติ” ตั้งเป้าอยากสุขภาพดีภายในหนึ่งเดือนทุกคนทำได้
“แต่ถ้าอยากสุขภาพดีถึงร้อยปี นั่นต่างหากคือความท้าทายที่แท้จริง” อาริยะกล่าวเปิดเวที
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่ระบาดในยุคนี้แทบไม่เคยมีในสมัยก่อน เพราะมนุษย์ยุคหินต้องเดินเป็นสิบกิโลเมตรเพื่อหาอาหาร กินปลา กินผลไม้ตามธรรมชาติ ทำให้ร่างกายได้รับอาหารที่หลากหลาย แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเกษตรกรรมและยุคอุตสาหกรรม ความหลากหลายทางโภชนาการลดลงเรื่อย ๆ มีการผลิตแป้งและขนมสำเร็จรูปที่ร่างกายซึ่งถูกโปรแกรมมาให้กิน Real Food ไม่คุ้นชิน
เขาเน้นว่า สารอาหารที่ควรให้ความสำคัญมากสุดคือ “โปรตีน” เพราะร่างกายใช้โปรตีนในการสร้างพลังงาน เสริมภูมิคุ้มกัน ผลิตฮอร์โมน ซ่อมแซมสมอง-กล้ามเนื้อ ทั้งควบคุมระบบเผาผลาญ
โดยอ้างอิงจากงานวิจัย พบว่าคนที่มีกล้ามเนื้อน้อยมีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าคนที่มีกล้ามเนื้อเยอะถึง 50% ดังนั้นการกินโปรตีนให้เพียงพอจึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาว ซึ่งปริมาณโปรตีนที่แนะนำต่อวันสำหรับบุคคลทั่วไปได้แก่ 1.2-1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อควรบริโภค 1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

เขายกตัวอย่างง่าย ๆ คนน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีน 84-112 กรัมต่อวัน เทียบเท่าอกไก่ 2 ชิ้น (ชิ้นละ 160 กรัม ให้โปรตีน 52 กรัม) และควรบริโภคแหล่งโปรตีนดีมีให้เลือกเยอะ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู แซลมอน ปลานิล ถั่วเหลือง ถั่วลิสง หรือถั่วเลนทิล
กล้อง-อาริยะยังแนะนำเทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยให้กินอร่อยโดยไม่อ้วน เพียงแค่ “เรียงลำดับการกิน” ให้ถูกต้อง เริ่มต้นด้วยผัก เพื่อเคลือบกระเพาะและลดการดูดซึมแป้ง ตามด้วยเนื้อสัตว์ เพิ่มโปรตีน ไขมันดี และช่วยลดการหลั่งอินซูลิน และจบด้วยแป้งและของหวาน ช่วยให้การย่อยช้าลง ลดการพุ่งสูงของน้ำตาลในเลือด
สำหรับไขมัน หลายคนเข้าใจผิดว่าทำให้อ้วน แต่ความจริงคือ การกินอาหารใด ๆ ที่มากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการต่างหากที่ทำให้อ้วน
โดยแนะนำให้รับไขมัน 20-35% ของพลังงานต่อวัน รวมแล้วคือ 60 กรัม แล้วเน้นไขมันไม่อิ่มตัว (แซลมอน อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง น้ำมันมะกอก) มากกว่าไขมันอิ่มตัว
เขายังไกด์ไลน์จานอาหารสุขภาพ คือ สูตร 2:1:1 ประกอบด้วย ผัก 1/2 จาน + ข้าว 1/4 จาน + เนื้อสัตว์ 1/4 จาน พร้อมกินผักผลไม้ให้ครบ 5 เสิร์ฟต่อวัน แบ่งเป็นผัก 3 เสิร์ฟ (240 กรัม) ผลไม้ 2 เสิร์ฟ (160 กรัม)
“กินให้หลากหลาย โปรตีนสลับกับถั่ว ปลา เนื้อ คาร์โบไฮเดรตเน้นเชิงซ้อนที่มีไฟเบอร์ ไขมันต้องลดของทอด เพิ่มไขมันดี ของหวานกินได้ แต่ขอน้อย ๆ แล้วระวังแคลอรีรวมในแต่ละวัน”