อชิระ บุญสงเคราะห์ เผยจุดเปลี่ยนธุรกิจ โมชิ โมชิ ช่วงตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ-การเดิมพันเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครอบครัว จนสามารถขยายสาขาทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ถึง 190 สาขาในปัจจุบัน
นายอชิระ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา Prachachat Outlook Thailand 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ จัดโดย ประชาชาติธุรกิจ ว่า เส้นทางธุรกิจของ โมชิ โมชิ นั้นมีจุดเปลี่ยนที่ส่งผลต่ออนาคตหลายครั้ง
เดิมพันปั้นธุรกิจ
ไม่ว่าจะเป็นช่วงเริ่มก่อตั้งธุรกิจ ซึ่งต้องเดิมพันเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครอบครัวที่เป็นค้าส่งเครื่องเขียน กระเป๋านักเรียน ฯลฯ แบบดั้งเดิมซึ่งยังไปได้ดี สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวต่อเนื่อง ไปเป็นร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ในยุคที่ร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ยังใหม่มากสำหรับประเทศไทย โดยในตลาดมีเพียงร้านสินค้า 10-20 บาท กับร้านสินค้าแบรนด์ต่างชาติที่ราคาสูงกว่ามากเท่านั้น แต่จากการศึกษาตลาดทำให้เชื่อว่า ร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เน้นคุณภาพ ในราคาจับต้องได้จะเป็นอนาคตของวงการค้าปลีก
จึงตัดสินใจเดิมพัน ใช้พื้นที่ร้านค้าส่งของครอบครัวที่มี 2 สาขา คือ สำเพ็ง และแพลทินัม มาสร้างร้านโมชิ โมชิ ซึ่งใช้โมเดลธุรกิจแบบใหม่ เน้นสินค้าไลฟ์สไตล์ คุณภาพดี ระดับราคาจับต้องได้อยู่ตรงกลางระหว่างร้าน 20 บาท กับร้านสินค้าแบรนด์ต่างชาติ ซึ่งได้ผลตอบรับดีทั้งจากผู้บริโภคทั่วไป และผู้ประกอบการร้านค้าที่มาซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อ
ลุยขึ้นห้างใหญ่
อีกจุดเปลี่ยนคือ การทุ่มทุนขยายสาขาเข้าไปในห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัด โดยร้านสาขาสำเพ็ง และแพลทินัม ได้รับความนิยม เริ่มมีผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ามาติดต่อให้เข้าไปเปิดสาขา หนึ่งในนั้นคือ ห้างเมญ่า ซึ่งเสนอพื้นที่ใหญ่ถึง 400 ตารางเมตร
แม้ขณะนั้นจะยังไม่มั่นใจนัก แต่ตัดสินใจลงทุนขยายสาขาที่ห้างเมญ่า ซึ่งประสบความสำเร็จสูง หลังได้แรงหนุนจากกระแสท่องเที่ยวย่านนิมมาน และโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค จนเกิดกระแสบนโซเชียลมีเดีย ช่วยให้แบรนด์โมชิ โมชิ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ความสำเร็จที่เมญ่านี้ ทำให้เริ่มขยายสาขาไปยังทำเลอื่นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดโดย ในปี 2017 เปิดเพิ่ม 20 สาขา และปี 2018 เปิดเพิ่มอีก 30 สาขา ช่วยให้มั่นใจว่า โมเดลธุรกิจของโมชิ โมชิ นั้นเป็นไปได้แน่นอน นำมาสู่การมีสาขาถึง 190 สาขาในปัจจุบัน
ปรับตัวไม่หยุดนิ่ง
นายอชิระกล่าวต่อไปว่า แม้จะสามารถขยายสาขาได้ต่อเนื่อง แต่ยังต้องเผชิญจุดเปลี่ยนที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ เพื่อให้ธุรกิจสามารถไปต่อได้ ท่ามกลางความท้าทายไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันและสภาพเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาโมเดลร้านค้าขนาดต่าง ๆ ออกมา เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการขยายสาขาในแต่ละทำเล ตั้งแต่ในห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงชุมชนในต่างจังหวัด
หรือการปรับสปีดการทำธุรกิจจากสไตล์วิ่งจ็อกกิ้ง เป็นวิ่งสปีด ด้วยการลอนช์สินค้าใหม่จากเดิม 100 เอสเคยู/เดือน เป็น 1,000 เอสเคยู/เดือน เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ของผู้บริโภคที่ต้องการเห็นสินค้าใหม่ทุกครั้งที่มาช็อปในร้าน อาศัยโพซิชั่นการเป็นบริษัทสัญชาติไทย ทำให้มีดาต้าของผู้บริโภค ช่วยให้สามารถคัดเลือกสินค้า และตั้งราคาคุ้มค่าที่สุด เหมาะสมกับคนไทย
ด้วยกลยุทธ์นี้ทำให้โมชิ โมชิ สามารถสู้กับคู่แข่ง และรับมือกับเศรษฐกิจที่ปัจจุบันฝืดในระดับหนึ่ง ด้วยการปรับเปลี่ยนและสับเปลี่ยนสินค้าทั้งระหว่างสาขา และดีเวลอปสินค้าใหม่ขึ้นมา เช่นในต่างจังหวัดก็จะมีสินค้าที่ราคาที่เข้าถึงง่าย ส่วนในกรุงเทพฯ ก็จะมีสินค้าที่เป็นกระแส และมีมูลค่าเพิ่ม ทำให้บริษัทสร้างการเติบโตได้สม่ำเสมอ
“การที่จะให้ธุรกิจไปต่อได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เพราะในทุก ๆ ธุรกิจที่มีผลกำไรดี จะมีคู่แข่งเข้ามาอยู่เสมอ แต่ไม่ควรมองเป็นเรดโอเชี่ยน ต้องหาโอกาสที่แฝงอยู่ในวิกฤตให้เจอ และไม่ควรพึ่งแต่แพสชั่นของตัวเอง ต้องเริ่มต้นที่ความต้องการของผู้บริโภค ก่อนเพื่อให้มีโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายและเติบโตได้ยั่งยืน”