ปี’70 จุดเปลี่ยนเที่ยวไทย รับมือโลกผันผวน-การแข่งขันสูง
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประกาศชัดเจนแล้วว่านับตั้งแต่ปี 2569 นี้เป็นต้นไป ประเทศไทยเราจะไม่มุ่งเน้นนับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่จะมุ่งเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อคนต่อทริป และให้ความสำคัญกับการเฟ้นหานักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ พักนาน ใช้จ่ายสูง เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ High Value Destination หรือจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวคุณภาพ
ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ประกาศทิศทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในปี 2570 สู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเช่นกัน
“กิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง” รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวในงาน “Thailand Tourism Leadership Forum 2026” จัดโดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ในหัวข้อ Thailand Tourism Outlook 2026-2027 ว่า ในช่วงปี 2569-2570 เป็นช่วงเวลาสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในการเดินกลยุทธ์สำคัญในอนาคตที่จะเปลี่ยนจากการมุ่งเน้น “เชิงปริมาณ” ไปสู่ “การสร้างคุณค่า” และ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย”
หรือบริบทใหม่ที่เรียกว่า From Quantity to Quality เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง
ครึ่งปีแรก นทท.ต่างชาติติดลบ
“กิตติพงษ์” ระบุว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงครึ่งแรก (มกราคม-มิถุนายน) ปี 2569 ที่ผ่านมานั้นแม้จะเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในภาพรวมพบว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่าต่อเนื่อง
โดยในส่วนของตลาดภายในประเทศพบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยว 143.86 ล้านคน-ครั้ง (จากเป้าหมาย 214 ล้านคน-ครั้ง) เพิ่มขึ้น 2.15% สร้างรายได้6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.46% โดยมีอัตราการใช้จ่ายอยู่ที่ 4,176.11 บาทต่อคนต่อทริป จังหวัดที่มีผู้เยี่ยมชมสูงสุด 5 อันแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ รองลงมาคือ ชลบุรี, กาญจนบุรี, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ขณะที่ตลาดต่างประเทศพบว่าในช่วง 1 มกราคม-19 กรกฎาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจากตลาดระยะไกล จำนวน 5.6 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 33% สร้างรายได้ 3.69 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 43% โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีจำนวนสูงสุด ได้แก่ รัสเซีย (-1.8%) ตามด้วยสหรัฐอเมริกา (-1%), สหราชอาณาจักร (-4.8%), เยอรมนี (-3.8%) และฝรั่งเศส (-1.5%) อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่เป็นท็อป 10 มีสัญญาณบวกจากบางตลาดที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เช่น โปแลนด์ (+14.8%), สวีเดน (+11.2%), อิสราเอล (+2%), แคนาดา (+1.8%)
ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจากตลาดระยะใกล้ (1 มกราคม -25 กรกฎาคม) มีจำนวน 11.95 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 67% มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 57% โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่มีจำนวนสูงสุด ได้แก่ จีน (+13.83%) ตามด้วยมาเลเซีย (-10.83%), อินเดีย (+0.16%), เกาหลีใต้ (24.82%) และไต้หวัน (+3.80%)
โลกผันผวนจุดเปลี่ยนท่องเที่ยว
“กิตติพงษ์” ให้ข้อมูลด้วยว่า ความผันผวนของโลกถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง “จุดเปลี่ยน” อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในปี 2570 โดยปัจจัยท้าทายระดับโลก (Global Challenges) หลัก ๆ ประกอบด้วย 1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในตะวันออกกลางที่สร้างความตึงเครียด ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากตลาดตะวันออกกลางในครึ่งปีแรกลดลงถึง 32%
2.วิกฤตราคาพลังงาน โดยราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นกระทบต่อค่าเดินทางและต้นทุนภาพรวม โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อการตัดสินใจเดินทาง 3.ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สงครามค่าเงินและคู่แข่งที่แข็งแกร่งทำให้นักท่องเที่ยวมองว่าการมาเที่ยวประเทศไทยมีราคาแพงขึ้น
4.การแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค โดยจีน, ญี่ปุ่น, เวียดนาม, เกาหลีใต้ และมาเลเซีย มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และมีความคุ้มค่า (Value for Money) ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเริ่ม “เก่าและแพง” 5.ภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปทำให้ การท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น (Price Sensitive) และอยู่ในภาวะ “รอดูสถานการณ์” ทำให้ระยะเวลาการจองทริปสั้นลง และนัดตัดสินใจจองในเวลาที่กระชั้นชิดขึ้น
และ 6.ความเสี่ยงด้านโรคระบาดและความปลอดภัย รวมถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว (Climate Change) ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทาง รวมถึงบรรยากาศการท่องเที่ยว
เทรนด์ใหม่การท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ยังมองแนวโน้มและเทรนด์การท่องเที่ยวในปี 2570 เป็น 4 เทรนด์หลัก ๆ คือ 1.การเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก (Feeling-First Travel) นักท่องเที่ยวจะเริ่มต้นการเดินทางจาก “ความรู้สึก” ไม่ใช่ “จุดหมายปลายทาง” หรือเปลี่ยนจาก Destination-based มาเป็น Emotion-based
2.การพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสมดุลชีวิต (Radical Rest & Micro-Dosing Peace) เป็นการพักลึกและเติมความสงบช่วงสั้น ๆ ระหว่างวันเพื่อซ่อมแซมตัวตน หรือค้นหาความหมายสู่ฟิลลิ่งแห่งพลังสมดุลภายใน 3. การเยียวยาผ่านธรรมชาติและประสาทสัมผัส (Regenerative Senses & Nature Embrace) เป็นการเดินทางเพื่อเปิดประสบการณ์ธรรมชาติผ่านการกระตุ้นประสาทสัมผัสจาก Emotional Healing เติบโตเป็น Sensory Healing
และ 4.การหวนคืนสู่คุณค่าที่สำคัญของชีวิต (Return to What Matters) เป็นการกลับไปหาความทรงจำ ความสัมพันธ์และคุณค่าที่สำคัญ เปลี่ยนจากเที่ยวเพื่อสร้างคอนเทนต์ใหม่สู่เที่ยวเพื่อสร้างความหมายใหม่ให้ชีวิต
2027 Year of Transformation
“กิตติพงษ์” ทิ้งท้ายว่า ททท.ได้วางแนวทางในปี 2570 ว่าจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านของการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศไทยใน 3 มิติหลัก ภายใต้ธีม “2027 The Year of Transformation” คือเปลี่ยนจาก Mass Tourism สู่ Meaningful & High Value Tourism
เปลี่ยนจาก Tourism Promoter ไปสู่ Tourism Orchestrator หรือเปลี่ยนจากผู้ทำการตลาดมาเป็นศูนย์กลางระหว่างหน่วยงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อให้ทุกส่วนงานทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และเปลี่ยนจาก Quantity Driven ไปสู่ Value Driven โฟกัสมูลค่าของรายได้มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว
โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าและมีความหมายอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย