HER HYNESS สปีดมาสก์หน้า อัดงบการตลาดย้ำเสาหลักรายได้
“HER HYNESS” มั่นใจตลาดมาสก์-โทนเนอร์แพดหน้า 6,000 ล้านบาท โตต่อเนื่องหลังคนรุ่นใหม่-ผู้ชายแห่ใช้ ทุ่มงบฯดันเต็มสูบย้ำ 1 ใน 3 เสาหลักสร้างรายได้ ดึง “ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์” นั่งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ขยายฐานลูกค้าชาย พร้อมส่งสินค้าใหม่ HYPER TARGETED BLACK MASK รวดเดียว 4 สูตรกวาดฐานลูกค้าพรีเมี่ยมแมส ตั้งเป้าสิ้นปี’69 รายได้แตะ 2,000 ล้านบาท
นางกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ HER HYNESS กล่าวว่า ตลาดมาสก์หน้าเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพ แม้มูลค่าจะยังไม่สูงเมื่อเทียบกับครีมทาผิว แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ด้วยแรงหนุนจากหลายปัจจัย อาทิ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้ชายซึ่งหันมาใช้มาสก์หน้าและโทนเนอร์แพดเป็นประจำทุกวันกันมากขึ้น
ขณะเดียวกันมูลค่าการใช้จ่ายกับมาสก์หน้ายังสูงขึ้นเมื่อเทียบกับ 6 ปีก่อนที่บริษัทเริ่มเข้าสู่ตลาดนี้ ซึ่งผู้บริโภคไทยยังนิยมซื้อมาสก์ราคาระดับหลักสิบบาทต่อแผ่นเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสำคัญและลงทุนกับสินค้าที่ใช้ส่วนผสมปลอดภัย มีนวัตกรรมและมีผลวิจัย-ทดลองรองรับประสิทธิภาพกันมากขึ้น จนเกิดตลาดมาสก์หน้าระดับพรีเมี่ยมแมสหรือราคาประมาณร้อยบาทขึ้น
ทั้งนี้เป็นไปตามเทรนด์ดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ต้องการความรวดเร็ว ร่วมกับความสะดวกและภาพลักษณ์ของมาสก์หน้าซึ่งเป็นสินค้าแบบยูนิเซ็กซ์ (Unisex) หรือไม่จำกัดเพศ ทำให้คนรุ่นใหม่และผู้ชายหันมาใช้งาน
สะท้อนจากข้อมูลของบริษัทวิจัยยูโรมอร์นิเตอร์ที่ระบุว่า เมื่อปี 2567 ตลาดมาสก์หน้าในไทยมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี สูงกว่าตลาดโลกที่เติบโตเพียงระดับเลขหลักเดียว เช่นเดียวกับข้อมูลของบริษัทที่พบว่าจำนวนผู้ชายซื้อมาสก์หน้าเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง
“เทรนด์มาสก์หน้าในไทยเริ่มช่วงปี 2563 จากเกาหลี ญี่ปุ่น จีน โดยคนนิยมมาสก์ราคาไม่แพง 39-49 บาท และจำนวนไม่น้อยมองว่าซื้อครีมคุ้มกว่า เนื่องจากผู้เล่นในตลาดยังไม่เน้นเรื่องเทคโนโลยี-นวัตกรรม แต่เน้นเรื่องสูตรเซรั่ม จึงไม่สามารถสร้างความแตกต่างจากครีมได้มากนัก”

ทุ่มงบฯดันมาสก์หน้า
นางกัญญฉัชฌ์กล่าวต่อไปว่า เพื่อต่อยอดเทรนด์ตลาดและความสำเร็จของสินค้าเดิมอย่าง HER HYNESS BLACK MASK ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งใน Hero Product ทำให้มาสก์หน้าและโทนเนอร์แพด 1 ใน 3 เสาหลักสร้างรายได้ร่วมกับครีมกันแดดและเซรั่ม
ตั้งแต่ปลายปี’69 นี้ บริษัทจะทุ่มงบฯการตลาดผลักดันมาสก์หน้าและโทนเนอร์แพดเต็มที่ จากเดิมอาศัยเพียงการบอกต่อแบบปากต่อปากเป็นหลัก ตามเป้าหมายขยายสัดส่วนยอดขายมาสก์หน้าเพิ่มอีก 20% จากเดิมมีสัดส่วนเท่า ๆ กับกันแดดและเซรั่ม รวมถึงรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 ของตลาดมาสก์หน้าและโทนเนอร์แพดระดับพรีเมี่ยมแมส พร้อมดันยอดขายรวมของแบรนด์ให้แตะ 2,000 ล้านบาท ในปี’69 นี้
มีหัวหอกเป็นการตั้งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของมาสก์หน้าและโทนเนอร์แพด โดยดึง “ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์” นักแสดงชายชาวไทย สังกัดจีเอ็มเอ็มทีวี มาร่วมงานเพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งในกลุ่มแฟนคลับ และย้ำภาพความยูนิเซ็กซ์ของมาสก์หน้าเพื่อเจาะกลุ่มผู้ชายที่กำลังหันมาใช้สินค้านี้กันมากขึ้น ควบคู่กับการใช้สื่อนอกบ้านหลากหลายรูปแบบทั้งป้ายโฆษณา สื่อบนระบบรถไฟฟ้า BTS ฯลฯ

“เราเชื่อว่า หากที่ผ่านมาลงงบประมาณแสนบาทยังสามารถทำยอดขายสะสมได้ถึง 27 ล้านชิ้นแล้ว ดังนั้นเมื่อทุ่มงบฯเต็มที่เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างแล้ว จะต้องผลักดันยอดขายแบบก้าวกระโดดได้ จึงเลือกใช้แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ที่มีบุคลิกเข้าถึงง่าย น่าเชื่อถือ ถ่อมตัวและเป็นตัวของตัวเองตรงกับแบรนด์”
พร้อมกับสินค้าใหม่ HYPER TARGETED BLACK MASK ที่พัฒนาภายใต้ยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและจูงใจการตัดสินใจซื้อแม้ราคาจะอยู่ระดับพรีเมี่ยมแมส
ด้วยการแตกไลน์อัพ HYPER TARGETED BLACK MASK ออกเป็น 4 สูตร มุ่งตอบโจทย์ต่างกัน 4 ด้าน คือ HYPER GLOW บำรุงผิวหมองคล้ำ, HYPER YOUTH ดูแลปัญหาริ้วรอยก่อนวัย, HYPER CLEAR ดูแลปัญหาสิว และ HYPER RESCUE สำหรับผิวแพ้ง่าย โดยตั้งราคา 169 บาท/แผ่น และ 1,150 บาท/กล่อง บรรจุ 7 แผ่น
“เราไม่ได้ตามกระแส แต่เป็นคนสร้างกระแส บุกเบิกตลาดด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เพราะเชื่อว่าการมีวิทยาศาสตร์รองรับทำให้สินค้าโตได้ดีและโตได้ยั่งยืน”
มั่นใจบรรลุเป้า 2 พันล้าน
นางกัญญฉัชฌ์ย้ำว่า การทุ่มผลักดันสินค้ากลุ่มมาสก์หน้าและโทนเนอร์แพดในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันยอดขายรวมของแบรนด์ให้บรรลุเป้าหมาย 2,000 ล้านบาท ในสิ้นปี 2569 นี้ได้ รวมถึงช่วยขยายฐานลูกค้าทั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มผู้ชายด้วย
“โทนเนอร์แพดมีบทบาทสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและฐานสมาชิก เพราะความฮิตในกลุ่ม Gen Z จึงช่วยดึงลูกค้าใหม่และกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากความสะดวกไม่ต้องติดทิ้งไว้นานเหมือนมาสก์ หลังสถิติพบว่า ลูกค้าโทนเนอร์แพด 37% ไม่เคยซื้อมาสก์เลย รวมถึง 60% มาสมัครเป็นเมมเบอร์ด้วย”