“สมาร์ทโฮม” เพิ่มดีกรีเจาะ B2B ขยายไลน์อัพไซซ์เล็กระดับบน
“สมาร์ทโฮม” เดินหน้าปลุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ทยอยปูพรมทัพสินค้าใหม่-ลุยขยายฐานเจาะลูกค้าบีทูบี ประกาศเพิ่มไลน์อัพสินค้าระดับบนชูนวัตกรรมในราคาจับต้องได้ จับมือพันธมิตรปูพรมศูนย์ซ่อมทั่วประเทศ ย้ำจุดแข็งบริการหลังการขาย สร้างความมั่นใจลูกค้า-คู่ค้า ทุ่มงบฯการตลาดหนุนการขาย ตั้งเป้าสิ้นปีรายได้ทะลุ 1 พันล้าน
นายธวัช มานะวงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท สเต็ป ฟอร์เวิร์ด กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ “สมาร์ทโฮม” (Smart Home) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้แม้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก (ไม่รวมพัดลมและเครื่องทำน้ำอุ่น) มีแนวโน้มทรงตัวเนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงจากสถานการณ์โรคระบาด แต่มีปัจจัยบวกจากผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าไซซ์เล็กใช้งานง่าย สีสัน ดีไซน์ สวยงาม ทำงานได้หลากหลายในชิ้นเดียว เพื่อตอบโจทย์การอาศัยในคอนโดฯและไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ และจากการเก็บข้อมูลพบว่าลูกค้าต้องการสินค้าไซซ์เล็กลง เช่น เตาบาร์บีคิว จากเดิม 45 ซม. เป็น 30 ซม. และหม้อสุกี้ลดจาก 3 ลิตร เป็น 1.5 ลิตร เป็นต้น ส่วนสีสันนิยมสีพาสเทลสไตล์เรียบหรู
นอกจากนี้ ยังมีดีมานด์สินค้าจากกลุ่มธุรกิจหรือลูกค้าบีทูบี อาทิ ธุรกิจอาหารเสริม ทีวี ช้อปปิ้ง รวมไปถึงกลุ่มร้านค้าปลีกอย่างร้านสะดวกซื้อ ร้านมัลติแบรนด์ ร้านอุปกรณ์สำนักงาน ต่างมีความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาจับต้องได้ไปจำหน่ายหรือใช้เป็นของสมนาคุณสำหรับแคมเปญส่งเสริมการขาย
นายธวัชกล่าวว่า เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์และความต้องการที่เกิดขึ้น บริษัทได้มีการปรับไลน์อัพสินค้าโดยจะเปิดตัวสินค้าใหม่ที่มีขนาดเล็กลงและทำงานได้หลายฟังก์ชั่น ด้วยจุดเด่นด้านคุณภาพและราคาที่จับต้องง่าย เช่น หม้อหุงข้าวลดน้ำตาลที่เตรียมเพิ่มขนาด 1-1.5 ลิตร จากเดิมมีเพียงขนาด 3 ลิตร เพื่อเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ
ขณะเดียวกัน จะเริ่มขยายฐานลูกค้าขึ้นสู่ระดับบนด้วยสินค้าที่มีจุดเด่นด้านนวัตกรรมแต่ราคาไม่เกิน 5,000 บาท เช่น เครื่องซักผ้าขนาด 4-5 กิโลกรัม ระบบอัตโนมัติมีโปรแกรมซักเหมือนเครื่องขนาดใหญ่ วางโพซิชั่นเป็นเครื่องที่ 2 ของครอบครัว คาดว่าจะวางตลาดช่วงกลางปีเพื่อให้ทันฤดูฝนที่เป็นหน้าขาย และเตาบาร์บีคิวแบบมัลติฟังก์ชั่นสามารถใช้ปิ้ง ต้ม และอบในเครื่องเดียว รวมถึงเตาอบไอน้ำ นอกจากนี้ จะมีสินค้าคอลเล็กชั่นพิเศษลายการ์ตูนลิขสิทธิ์จากวอร์เนอร์ บราเธอร์สด้วย
นอกจากนี้ ยังเตรียมต่อยอดจุดแข็งด้านการรับประกันและบริการหลังการขาย รวมถึงรับมือความท้าทายจากการมีฐานลูกค้ากระจายทั่วประเทศ ด้วยการจับมือพันธมิตรมาเป็นศูนย์ซ่อมในต่างจังหวัด เพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่ต้องส่งสินค้าเข้ามาที่ศูนย์กรุงเทพฯ คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ภายในไตรมาส 2 นี้ ซึ่งจะช่วยลดเวลาและความยุ่งยากในการเคลมสินค้าลง และช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคและคู่ค้าที่รับสินค้าของบริษัทไปจำหน่าย
การปรับไลน์อัพและบริการหลังการขายนี้ ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้บริโภคปลายน้ำ แต่ยังเป็นใบเบิกทางสำหรับรุกลูกค้าองค์กรหรือบีทูบีที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายปีนี้อีกด้วย เนื่องจากจะช่วยให้สินค้าของบริษัทเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่คู่ค้าจะนำไปเป็นเครื่องมือส่งเสริมการขาย หรือนำไปขายบนแพลตฟอร์มของตนได้ง่ายขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับธุรกิจอาหารเสริม-ขายตรงหลายราย รวมถึงร้านสะดวกซื้อที่มีแผนจะนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่าย จากปัจจุบันที่สินค้าของสมาร์ทโฮมมีวางขายในแม็คโคร, แฟมิลี่มาร์ท, ท็อปส์, ซีเจ เอ็กซ์เพรส, วัตสัน และออฟฟิศเมท ฯลฯ
“พร้อมกันนี้บริษัทยังได้เพิ่มงบฯการตลาดอีก 1 เท่าตัว เป็นประมาณ 35 ล้านบาท รวมถึงเพิ่มพนักงานจากประมาณ 100 คนเป็น 300 คน ทั้งในส่วนพนักงานขาย คอลเซ็นเตอร์ ทีมอีเวนต์ และทีมสนับสนุนการขาย รวมถึงการสร้างภาพยนตร์โฆษณา 2 ชุดสำหรับตอกย้ำเรื่องการรับประกันช่วงครึ่งปีแรก ตามด้วยชุดโปรโมตสินค้าออกอากาศช่วงไตรมาส 4 ขณะเดียวกัน ก็ตั้งเป้าการเติบโตในแง่ของรายได้ไว้ 15% จากปี 2563 ที่มีรายได้ 934 ล้านบาท หรือเท่ากับปีนี้จะมีรายได้ทะลุพันล้านบาท”