ส่องแนวโน้มโรงกลั่นน้ำมัน ย่านเอเชีย-แปซิฟิก ในช่วงครึ่งหลัง

โรงกลั่นน้ำมัน
คอลัมน์ : ระดมสมอง
ผู้เขียน : ชนาภา มานะเพ็ญศิริ
Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ

ในครึ่งหลังของปีนี้ โรงกลั่นน้ำมันแถบเอเชีย อาจเผชิญกับความแกว่งตัวของส่วนต่างค่าการกลั่นน้ำมัน (gross refining margin) ที่มากขึ้นในอนาคต ซึ่งทำให้กำไรมีความผันผวนสูงขึ้น

ขณะที่การเติบโตอย่างตะกุกตะกักของจีน และภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐ ก่อให้เกิดความเสี่ยงว่าอุปทานน้ำมันอาจล้นเหลือเกินไป จนไปกดดันราคาน้ำมันให้ต้องปรับตัวตาม

OPEC+ อาจจะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลง เพื่อให้ราคายังคงอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโรงกลั่นเอเชียคือ ส่วนต่างค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งสะท้อนถึงกำไรขั้นต้นของโรงกลั่นน้ำมัน จะลดลงในปี 2023

อุปสรรคใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการน้ำมันในเอเชีย

โรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย อาจต้องเผชิญกับอุปสรรคเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้กำไรอาจจะค่อนข้างผันผวน เนื่องจากการฟื้นตัวอย่างสะดุดของเศรษฐกิจจีน และจากการที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในหลายแห่ง ก็ส่งผลกระทบต่อภาพคาดการณ์ความต้องการน้ำมัน

เพราะแม้ว่าอุปสงค์ในน้ำมันจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ๆ จากความต้องการท่องเที่ยวในฤดูร้อนซึ่งอัดอั้นมาจากช่วงก่อนหน้า แต่การที่เศรษฐกิจในเอเชียชะลอตัว เห็นได้จากยอดค้าปลีกของจีนที่ชะลอตัวลง และการส่งออกของเกาหลีใต้ที่ถดถอยลง อีกทั้งซัพพลายน้ำมันที่มากเกิน ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของอุปสงค์และอุปทานน้ำมันในช่วงครึ่งหลังของปี

จีนส่งสัญญาณว่าเอเชียอาจมีอุปทานน้ำมันเยอะเกินความจำเป็น

ถ้ามองดูที่ประเทศใหญ่อย่างจีน โควตาส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันของจีนที่เพิ่มขึ้น ชี้ให้เห็นว่าผู้วางนโยบายมองว่าความต้องการใช้น้ำมันอาจจะอ่อนแอลงในช่วงครึ่งหลังของปี

ในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม จีนกำหนดโควตาส่งออก 27.9 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (โควตาของปี 2022 อยู่ที่ 37.3 ล้านตัน) และตอนนี้โควตาส่งออกถูกใช้ไปกว่า 54% แล้ว

โดยในช่วงเดือนเมษายน การส่งออกดีเซลของจีนเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งสัญญาณว่าอุปสงค์ในประเทศค่อนข้างสะดุด ประกอบกับการที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ถดถอย และกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมหดตัว

ทางด้านการส่งออกน้ำมันเบนซิน ก็อาจเพิ่มขึ้นจากการที่โรงกลั่นน้ำมันพยายามคว้าโอกาสทำกำไรในช่วงฤดูร้อนซึ่งคนนิยมขับรถเที่ยว ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มว่าอุปทานน้ำมันอาจจะมากเกินไปในช่วงฤดูร้อนนี้

ทั้งนี้ Bloomberg ได้คำนวณโดยอ้างอิงจากข้อมูลการนำเข้าน้ำมันดิบในวันที่ 10 มิ.ย. แสดงให้เห็นว่าการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนลดลงไป 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จนอยู่ที่ 14.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงอาจจะพอให้เห็นภาพลาง ๆ ว่า ความต้องการใช้น้ำมันในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้น่าจะน้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้จริง ๆ

เมื่อต้นทุนน้ำมันดิบลดลงท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอย

โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมทางฝั่งเอเชีย อาจเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ความล่าช้าในการปรับราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดิบ อาจทำให้มีส่วนต่างกำไรเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่การที่เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวอย่างสะดุด ๆ เช่นนี้ อีกทั้งยังมีการแข่งขันในภาคการส่งออกที่มากขึ้น อาจไปฉุดความต้องการเชื้อเพลิง และทำให้ค่าการตลาด (marketing margin) ลดลงได้

ทางฝั่งของจีน ที่มีการกำหนดราคาพลังงาน ก็อาจส่งผลให้ส่วนต่างกำไรของผู้ค้าปลีกน้อยลง เนื่องจากการแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้น

ในขณะที่ทางฝั่งผู้ค้าน้ำมันรายปลีกในอินเดีย ก็อาจเผชิญกับกำไรที่หดตัว เนื่องจากมีแนวโน้มที่โรงกลั่นน้ำมันของรัฐ อาจต้องปรับลดราคาหน้าปั๊มลงอย่างมาก เพื่อตอบสนองต่อราคาต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลง

จากการคำนวณของ Bloomberg พบว่า ส่วนต่างกำไรขายปลีกของโรงกลั่นภายในประเทศอินเดีย โดยเฉลี่ยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันที่ 12 มิถุนายน อยู่ที่ 13.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งมากกว่าปกติที่อยู่เพียง 5-6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น เนื่องจากราคาหน้าปั๊มในประเทศยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล

ถึงอย่างนั้น การที่ต้นทุนน้ำมันดิบลดลงท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอย ก็อาจกระทบค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันรายปลีกในอินเดีย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาพเศรษฐกิจโลกมืดมน และความเสี่ยงด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น

นอกจากแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานน้ำมันในเอเชียแล้ว ความท้าทายอีกอย่างต่อจากนี้คือ การที่กรุงปักกิ่งยังพยายามมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และมุ่งเน้นเศรษฐกิจภาคบริการมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการบริโภคน้ำมันระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ลดลงไปด้วย

สะท้อนให้เห็นจากการที่ความจำเป็นที่จะพึ่งพาเชื้อเพลิงน้ำมันและฟอสซิล เพื่อใช้ในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตนั้นลดลง เริ่มมีการเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงแบบเดิม ๆ เป็นพลังงานหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น


ทั้งหมดนี้ก็อาจทำให้ OPEC+ ต้องคิดถึงกลยุทธ์ระยะยาวในการลงทุนไปกับสินทรัพย์ถาวรของบริษัท (Capex Investment) และส่วนแบ่งการตลาดในอนาคตต่อไป