เศรษฐศาสตร์ของแร่หายาก บทเรียนและโอกาสหลังข้อตกลงสหรัฐ-เอเชีย
คอลัมน์ : นอกบท ผู้เขียน : ศรัณย์วุฒิ ตรรกพงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโสธนาคารโลก [email protected]
ในเดือนตุลาคม 2568 การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐและหลายประเทศในเอเชียเกี่ยวกับแร่สำคัญและแร่หายาก ได้สะท้อนถึงความตื่นตัวของสหรัฐ ต่อประเด็นห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงด้านทรัพยากร แม้ข้อตกลงนี้จะเป็นกรอบความร่วมมือที่ไม่ผูกพันทางกฎหมาย แต่ก็เปิดโอกาสให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญจากต้นน้ำสู่มิดสตรีม
หากมองภาพรวมของอุตสาหกรรมแร่สำคัญ ตัวอย่างเช่น แม่เหล็ก Neodymium Iron Boron ซึ่งเป็นหัวใจของเทคโนโลยีใหม่ในรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์สื่อสาร จะพบว่าการขุดแร่ (ต้นน้ำ) เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อุปทานเท่านั้น ส่วนที่สร้างมูลค่าและอำนาจต่อรองสูงสุด คือ ขั้นกลาง หรือ “มิดสตรีม” (Midstream) ซึ่งหมายถึงกระบวนการแปรรูปแร่ดิบให้เป็นโลหะบริสุทธิ์ หรือสารประกอบที่พร้อมนำไปผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เช่น การผลิตแม่เหล็กถาวรและวัสดุขั้นสูง เป็นต้น
ปัจจุบันจีนยังคงเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุปทานนี้ โดยครองสัดส่วนการผลิตและแปรรูปแร่หายากมากกว่า 60% ของโลก ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ สหรัฐ และออสเตรเลีย โดยทั้งสามประเทศนี้ร่วมกันครองตลาดมากกว่า 86% ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนถึงกระจุกตัวและทำให้เกิดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก
บทเรียนจากต่างประเทศการสร้างมูลค่าในมิดสตรีม
ประเทศที่ลงทุนในขั้นกลางของห่วงโซ่อุปทานมักได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์มากกว่าการเน้นขุดแร่ดิบ ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย หลังจากประกาศห้ามส่งออกแร่นิกเกิลดิบในปี 2020 มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์นิกเกิลที่ผ่านกระบวนการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนการลงทุนสูงและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม
ยุโรปเองได้ออกกฎหมาย Critical Raw Materials Act เพื่อส่งเสริมการผลิต การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่สำคัญในภูมิภาค โดยตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การผลิตในยุโรปให้ได้ 10% การแปรรูป 40% และการรีไซเคิล 25% ภายในปี 2030 เพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดโลก
ความหมายของ “มิดสตรีม” และความสำคัญต่อไทย
“มิดสตรีม” หมายถึง กระบวนการแปรรูปแร่ดิบให้เป็นโลหะ หรือสารประกอบที่มีความบริสุทธิ์สูง พร้อมนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น การผลิตแม่เหล็กถาวร แบตเตอรี่ หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนนี้ต้องใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานสูง จึงเป็นจุดที่สร้างมูลค่าเพิ่มและอำนาจต่อรองในตลาดโลก
สำหรับไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมในขั้นนี้จะช่วยเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ไทยมีความแข็งแกร่ง เช่น ยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการขุดแร่ดิบเพียงอย่างเดียว
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ความท้าทายที่ต้องจัดการ
การขยายตัวของอุตสาหกรรมแร่หายากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำมาซึ่งความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องให้ความสำคัญ การขุดแร่ในพื้นที่เปราะบางอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักในน้ำและดิน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ ผลกระทบข้ามพรมแดน เช่น น้ำเสียและฝุ่นจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน อาจส่งผลต่อระบบนิเวศของไทยโดยตรง การขาดมาตรฐานการจัดการกากแร่และของเสียอันตรายยังเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว
ไทยกับความท้าทายและโอกาสที่รออยู่ในห่วงโซ่ Critical Minerals and Rare Earths
เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างตลาดโลกที่กระจุกตัวและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ไทยจึงต้องเลือกเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง มิใช่เพียงลอกแบบประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ หากแต่ต้องสร้างจุดแข็งใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยคำนึงถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลสำคัญต่อการดึงดูด FDI นักลงทุนสถาบันและบริษัทข้ามชาติให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลมากขึ้น
1.Midstream-first, Not Mine-first : ไทยมิใช่ประเทศที่มีทรัพยากรแร่จำนวนมาก การมุ่งเน้นการทำเหมืองอาจก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมสูง เศรษฐกิจไทยควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในโรงงานแปรรูปโลหะและการผลิตวัสดุขั้นกลางที่อยู่ในจุดสร้างมูลค่าสูง และใกล้กับอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มากกว่าการเน้นการขุดแร่ดิบ การดำเนินการนี้ควรเชื่อมโยงกับนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
2.Recycling as Industrial Policy : อัตราการรีไซเคิลแร่หายากจากผลิตภัณฑ์หมดอายุยังต่ำกว่า 1% ทั่วโลก ช่องว่างนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านโรงงานประกอบและระบบโลจิสติกส์ที่มีอยู่ สร้างระบบรีไซเคิลแบบปิด โดยเชื่อมโยงกับมาตรฐานการแยกชิ้นส่วนและนโยบายหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) เพื่อดึงดูดการลงทุนและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
3.Risk-aware Diplomacy : จีนยังคงเป็นผู้นำด้านกำลังการผลิตแม่เหล็กและการแปรรูปแร่หลายชนิด รวมถึงมีมาตรการควบคุมการส่งออกที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมโลก ไทยควรดำเนินนโยบาย “ลดความเสี่ยง” มากกว่าการ “ตัดขาด” เพื่อรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ ในบริบทที่จีนยังเป็นผู้เล่นหลัก ไทยควรดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบ “ลดความเสี่ยง” (Derisk) คือกระจายความเสี่ยงและรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการตัดขาด (Decouple) เพื่อคงความยืดหยุ่นในสมรภูมิแร่สำคัญ การดำเนินนโยบายนี้ควรเสริมด้วยการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น การพัฒนากลไกติดตามความเสี่ยงและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศอาเซียน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
ในอดีตแร่สำคัญและแร่หายากอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่วันนี้ ผู้กำหนดนโยบายไทยควรตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศมากกว่าที่คิด และการตัดสินใจเชิงนโยบายในวันนี้จะเป็นตัวชี้
(ความเห็นและข้อวิเคราะห์ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน ไม่ได้สะท้อนท่าทีหรือจุดยืนของธนาคารโลก)