‘ข่าวดี’ ของใคร ?
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
ขณะที่ทุกสำนักปรับเพิ่มคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้สู่ระดับ 2.1-2.3% หลังจากปัญหาสงครามตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น ประกอบกับมาตรการช่วยลดค่าครองชีพ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ออกมา นอกจากนี้ 5 เดือนแรกของปีนี้ภาคส่งออกก็ขยายตัวถึง 17%
ดูเหมือนว่าสัญญาณเศรษฐกิจหลายอย่างจะดีขึ้น !
แต่สำหรับประชาชนและภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็กอีกจำนวนมากกลับรู้สึกที่แตกต่าง ทั้งรายได้/ยอดขาย 2 กำลังซื้อที่ลดลง (ยกเว้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์ไทยช่วยไทยพลัส)
และที่สำคัญคือเป็นภาวะการฟื้นตัวแบบชั่วคราวเท่านั้น ตามยากระตุ้นที่ฉีดเข้าไป เพราะผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเจอภาวะ “ธุรกิจอักเสบ” ขาดสภาพคล่อง หรือมีต้นทุนบานปลายจนไปต่อไม่ได้
นอกจากการแก้โจทย์กำลังซื้อ อีกด้านรัฐบาลคงต้องแก้โจทย์ฝั่งผู้ประกอบการ ที่ต้องมีการปรับตัวทั้งในส่วนผู้ประกอบการ และนโยบายกำกับของหน่วยงานรัฐ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นและสอดรับกับเกมการค้าโลกที่เปลี่ยนไป
อย่างกรณีของภาคส่งออกไทยที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขว่า โตอย่างต่อเนื่อง 23 เดือน และช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ก็โตถึง 17%
ดูเหมือนเป็น “ข่าวดี” แต่ถ้าลงลึกไส้ในแล้วน่าจะเรียกว่าเป็น “ข่าวร้าย” ของผู้ประกอบการไทยมากกว่าหรือไม่
เพราะท่ามกลางการเติบโตของตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่กลับพบว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่อยู่ในภาวะทรง ๆ ทรุด ๆ และตัวเลขล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2569 อัตราการใช้กำลังผลิตอยู่ที่ 59.6% จากกำลังผลิตเต็ม 100% หมายความว่าภาคอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตเหลือกว่า 40%
ขณะที่ตัวเลขส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ “โรงงานไม่ได้เพิ่มกำลังการผลิต…โรงงานไม่ได้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น” นั่นหมายถึงรายได้ของคนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปีนี้การส่งออกขยายตัวสูง มาจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI รวมทั้งการขยายฐานการผลิตในไทย สอดคล้องกับการขยายฐานการผลิตและลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี และดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทต่างชาติ
“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า แม้ภาพรวมส่งออกไทยปี 2569 ทั้งปีอาจสูงถึง 14% แต่การเติบโตไม่ได้กระจายตัวไปในทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ พบว่าการส่งออกกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเติบโตถึง 43% ขณะที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เหลือเติบโตเพียง 2-5% เท่านั้น
และเมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีพบว่าผู้ผลิตราว 1% (105 บริษัท) ครองสัดส่วนมูลค่าส่งออกสูงถึง 85% และใน 105 บริษัทเป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทยจำนวน 87 บริษัท
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การส่งออกที่เติบโตสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศประมาณหนึ่งเท่านั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ใช่บริษัทของคนไทย และมีการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบมาประกอบในอัตราที่ “สูงมาก” โดยในอดีตสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบอยู่ที่ 45% แต่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึง 70%
“เราได้อะไรไม่มากอย่างที่คิด เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจก็ไม่ดีอย่างที่คิด อันนี้ก็ต้องช่วยกันแก้” ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าว
นี่คือปัญหาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวิเคราะห์เจาะลึกมากกว่าการประกาศตัวเลขส่งออก หรือโชว์ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สวย ๆ เท่านั้น แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทย และคนไทยน้อยมาก
และสิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำปัญหาเศรษฐกิจ K-shape สะท้อนว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์เพียงไม่กี่คน
จึงไม่แปลกที่ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ เอสเอ็มอีมีปัญหาสารพัด แต่การจัดอันดับมหาเศรษฐีไทยล่าสุดของฟอร์บส์ ระบุว่ามูลค่าทรัพย์สินรวม 50 มหาเศรษฐีไทยเพิ่มสูงขึ้นถึง 10% สู่ระดับ 1.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
หลายเรื่องเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องมีการปฏิรูป แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลประกาศจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เพื่อร่วมกันหาทางออกแก้ไขปัญหาและปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
แต่ภาคธุรกิจจำนวนมากอาจไม่มีเวลามากพอถึงเวลานั้น