ปฏิรูประบบราชการ…วิ่งให้ทันโลก
บทบรรณาธิการ
จากที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางปฏิรูประบบราชการ ทั้งแผนลดกำลังพลข้าราชการ เปิดช่องเกษียณก่อนกำหนด และการยุบหรือควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน โดยย้ำว่าเป็นไปตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีให้นโยบายไว้ ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลยอมรับความจริงว่า ระบบราชการไทยปัจจุบันไม่อาจเดินหน้าด้วยโครงสร้างเดิมได้อีกต่อไป
เพราะหลายทศวรรษที่ผ่านมางบประมาณแผ่นดินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ รวมทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการ ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ รวมกว่า 3 ล้านคน ขณะที่งบฯ ลงทุนเพื่อพัฒนาและสร้างขีดความสามารถแข่งขันของประเทศกลับมีพื้นที่จำกัด เช่น ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 73.6% ขณะที่งบฯ ลงทุนเพียง 20.8%
อย่างไรก็ดีโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องพิจารณาไม่ใช่แค่เป้าหมายการลดจำนวนข้าราชการ หรือยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน แต่หัวใจสำคัญคือ “ขนาดรัฐที่เล็กลง แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น” หมายถึงการปฏิรูประบบราชการ ทั้งโครงสร้างอำนาจ และวิธีทำงานของภาครัฐ เพราะหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูประบบราชการ ไม่ได้วัดผลจากตำแหน่งที่ลดลง แต่จากความรวดเร็วในการให้บริการ ความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐ
รองนายกฯอธิบายเหตุผลว่า ขณะนี้แนวคิดการปฏิรูประบบราชการเกิดขึ้นทั่วโลก ถ้าภาครัฐไทยไม่ปรับโครงสร้าง หรือไม่เปลี่ยนวิธีการทำงาน ความสามารถการแข่งขันของประเทศจะหยุดนิ่ง ขณะที่ประเทศอื่น ๆ พัฒนาไปข้างหน้า พร้อมส่งสัญญาณให้ข้าราชการยอมรับความจริงว่า ภาครัฐจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว
นอกจากนี้ยังระบุถึงเป้าหมายของหน่วยงานที่จะถูกยุบเป็นอันดับแรก ๆ ในปีนี้คือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ “ธนาคารที่ดิน” รวมถึงสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และองค์การมหาชน อีก 4-5 แห่ง
เรียกว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่รัฐบาลออกมาประกาศนโยบายชัดเจนและเดินหน้าจริงจังกับการปฏิรูประบบราชการเพื่อ “ลดขนาด” รัฐราชการไทยให้มีความคล่องตัว และสอดรับกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ส่วนหนึ่งเพราะ “วิกฤตงบประมาณรายจ่ายประจำ” ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนส่งผลต่อความสามารถการแข่งขันของประเทศ และทำให้ประเทศไทยติดกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ แม้ว่ารัฐบาลไทยจะออกตัวช้ากว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะเพื่อนบ้านและคู่แข่งอย่าง “เวียดนาม” แต่การประกาศแผนพร้อมเดินหน้าอย่างจริงจังก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี