ไทยเก็บอากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก สกัดสินค้าทะลัก 3.3 พันล้านบาท
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : สุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์ / ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง กดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs โดยกรมศุลกากรคาดว่าในปี 2569 ไทยจะนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าตํ่ากว่า 1,500 บาทต่อรายการมากถึง 250 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นถึง 5.4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2564 หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2564 ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้านำเข้า พบว่ามีการปรับลดลงถึง 50% สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงกับสินค้านำเข้ามูลค่าตํ่าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงราว 82% ของการนำเข้าสินค้ามูลค่าตํ่าทั้งหมดของไทย
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ปัจจัยที่ทำให้สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำโดยเฉพาะจากจีนมีแนวโน้มทะลักเข้ามาในไทยมากขึ้น ได้แก่ 1) ปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในจีน การขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือในหลายอุตสาหกรรมของจีนปรับเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปี 2560 เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งทอ เป็นต้น
2) มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะมาตรการ 301 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 โดยสินค้าจีนถูกสหรัฐปรับขึ้นภาษีในอัตรา 12.5% จากอัตราภาษีนำเข้าปกติ (MFN Tariff Rate) อาจมีความเสี่ยงที่สินค้าจีนจะเบี่ยงเบนเส้นทางการค้า (Trade Diversion) จากสหรัฐมายังอาเซียน รวมถึงไทยมากขึ้น และ 3) การเติบโตของตลาด e-Commerce โดยจากรายงาน e-Conomy SEA 2025 คาดว่าในปี 2573 มูลค่ายอดขายสินค้ารวม (Gross Merchandise Value : GMV) ผ่านตลาด e-Commerce ในไทยจะสูงถึง 59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.9 ล้านล้านบาท) หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 11%CAGR (ปี 2568-2573)
เพื่อสกัดสินค้านำเข้าราคาถูกที่มีแนวโน้มทะลักเข้าไทย และสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ กรมศุลกากรจึงได้เริ่มจัดเก็บอากรขาเข้ากับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป หลังจากก่อนหน้านี้ได้เริ่มจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. 2567 โดยเสื้อผ้าและรองเท้าเป็นสินค้าที่ถูกเก็บอากรขาเข้าในอัตราสูงสุดที่ 30% ขณะที่กระเป๋าถูกเก็บอากรขาเข้าในอัตรา 20% ส่วนสินค้าประเภทอื่น ๆ ถูกเก็บตามพิกัดอัตราศุลกากรของแต่ละสินค้า ซึ่งมีอัตราอยู่ในช่วงประมาณ 10-20%
Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากผู้ขายส่งผ่านภาระภาษีไปยังราคานำเข้าสินค้าได้ราว 70% คาดมาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าอาจช่วยลดการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทได้อย่างน้อยราว 3.3 พันล้านบาทต่อปี หรือลดลงราว 7% จากระดับปกติ แบ่งเป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย คาดว่าจะลดลงราว 1.8 พันล้านบาท ขณะที่สินค้าอื่น ๆ และสินค้าการผลิตอื่น ๆ คาดว่าจะลดลงราว 1.3 และ 0.2 พันล้านบาทตามลำดับ และคาดว่าในปี 2569 ไทยจะมีการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทอยู่ที่ราว 4.17 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากสามารถจัดเก็บอากรขาเข้ากับสินค้าเหล่านี้ได้ทั้งหมด คาดว่าจะช่วยให้ภาครัฐมีรายได้จากอากรขาเข้าในปี 2569 เพิ่มขึ้นราว 8.2 พันล้านบาท
อย่างไรก็ดีมาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มอาจยังไม่เพียงพอในการสกัดสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำที่ทะลักเข้ามาในไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นจากจีน เนื่องจากสินค้าจีนมีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำจากการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) ทำให้ราคาสินค้านำเข้าจากจีนหลังเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มยังต่ำกว่าสินค้าไทยอยู่มาก เช่น ราคาเครื่องแต่งกายชั้นนอกจากจีนถูกกว่าสินค้าไทยถึง 52-58% รองเท้ากีฬาและกระเป๋าจากจีนถูกกว่าสินค้าไทยถึง 72% และ 85% ตามลำดับ เป็นต้น
Krungthai COMPASS มองว่าการรับมือกับปัญหาสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ ด้วยการวิจัยและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงขยายช่องทางการจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์
ขณะที่ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งในด้านการป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น ยกระดับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า การกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับสินค้านำเข้า เป็นต้น ควบคู่ไปกับส่งเสริมความสามารถของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว ส่วนภาคธนาคารมีการสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างยั่งยืนตามแนวทาง Reinvent Thailand เช่น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกรณีเสริมสภาพคล่อง หรือกรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรง รวมทั้งช่วยยกระดับศักยภาพของธุรกิจไทยในระยะยาว