1 ปี “วีซ่าฟรี” ปิดตายวงจร “ทัวร์จีน”
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า
ชาวจีนที่เข้ามาเมืองไทยเวลานี้เป็นนักท่องเที่ยวจริงไหม ?
เป็นประเด็นที่คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาใจกันมากในเวลานี้
จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนครึ่งที่ผ่านมา (1 ม.ค.-15 ก.ย. 67) ประเทศไทยเรามีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนทะลุ 5 ล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว
จากเป้าหมายตลอดทั้งปี 2567 ที่คาดว่าเราจะมีนักท่องเที่ยวจีนถึง 8 ล้านคน
หากประเมินตามทฤษฎีเดิมเมื่อก่อนการระบาดโควิด การคาดหวังนักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าอีก 3 ล้านคนในช่วงเวลา 3 เดือนครึ่งที่เหลือ (ตั้งแต่ 16 ก.ย.-31 ธ.ค. 67) ไม่ใช่เรื่องยากเลย
เพราะช่วงต้นเดือนตุลาคมของทุกปีจะเป็นวันหยุดชาติจีนราว 7 วัน หรือที่เรียกกันว่า “Golden Week” ซึ่งบางปีอาจลากยาวถึง 9-10 วัน จึงเป็นช่วงที่คนจีนแห่ไปเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก
ส่วนที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยในช่วงวันหยุดโกลเด้นวีก แต่ละปีเคยทำได้วันละนับแสนคน เมื่อบวกกับไฮซีซั่นแค่ 3 เดือนสุดท้าย (ตุลาคม-ธันวาคม) เราได้เดือนละ 1.5-1.6 ล้านคนก็มีให้เห็นมาแล้ว
แต่สำหรับปีนี้ตัวเลขชาวจีนเข้าไทยยังเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นคนต่อวันบวก-ลบ นั่นหมายความว่าเป้าหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนปีนี้ 8 ล้านอาจจะเป็นเรื่องยาก
ก่อนหน้านี้ “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการ ททท. มั่นใจว่าปี 2567 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยถึงเป้าหมาย 8 ล้านคนแน่นอน โดยมั่นใจว่าปัจจัยบวกสำคัญคือ มาตรการ “ฟรีวีซ่า” นักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า
ใคร ๆ ก็บอกว่ามาตรการนี้เป็น “ยาแรง” ที่อดีตนายกฯ “เศรษฐา ทวีสิน” ใช้เร่งกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวไทยมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ขณะที่รัฐบาลชุดก่อนใช้มาตรการเพียงแค่ “ยกเว้น” ค่าธรรมเนียมวีซ่าเท่านั้น
เป็นการประกาศนโยบายท่ามกลางเสียงทักท้วงของหลายฝ่ายที่เป็นห่วง ว่าการเปิดให้ชาวจีนหลั่งไหลเข้าประเทศแบบไม่มีการคัดกรองเช่นนี้ เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้เกิดนักท่องเที่ยวด้อยคุณภาพเข้ามาหาประโยชน์จากทรัพยากรของเรา
ที่สำคัญ รายได้ที่เกิดจากการใช้จ่ายของชาวจีนอาจไม่ถึงผู้ประกอบการคนไทย เช่นเดียวกับกรณี “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” หรืออาจทำให้ “กลุ่มทุนสีเทา” มาปักหลักในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ในช่วงเวลานั้นคนทำ “ทัวร์จีน” เองก็สนับสนุนเต็มที่ เพราะเชื่อว่าการไม่ต้องทำวีซ่าจะช่วยให้คนจีนตัดสินใจมาเที่ยวเมืองไทยง่ายขึ้น อีกทั้งยังทำให้ต้นทุนการเดินทางลดลงอีกด้วย
และก็คาดการณ์กันด้วยว่านักท่องเที่ยวจีนจะไหลกลับมาเหมือนช่วงก่อนวิกฤตโควิด
ถึงวันนี้ผ่านมา 12 เดือนแล้วก็ยังไม่มีใครสรุปทั้งในเชิงบวก และผลกระทบเชิงลบแต่อย่างใด
จำได้ว่า ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยเขียนถึงประเด็นนี้ไปหลายครั้ง และเสนอว่าอยากให้รัฐบาลลองทบทวนมาตรการดังกล่าวหลายครั้ง เพราะไม่แน่ใจว่าการมุ่งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยวด้วยการยกเว้นวีซ่า จะทำให้การท่องเที่ยวของไทยโตได้อย่างยั่งยืนจริง ๆ หรือ
ขณะที่ปัญหาใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของ “ทัวร์ทุบตลาด” ที่เลวร้ายยิ่งกว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” หรือการเข้ามาลงทุนในการทำธุรกิจ ทั้งเปิดร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ขายสินค้าที่ระลึก เรือนำเที่ยว รถนำเที่ยว ฯลฯ กระทั่งถึงไกด์นำเที่ยว
เรียกว่าหนักขนาดที่คนอยู่ในธุรกิจ “ทัวร์จีน” ยังตั้งคำถาม ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพราะจากตัวเลขที่เข้ามา 5 ล้านคน ใช้บริการสมาคมแอตต้า ณ สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองเพียงแค่ 2-3 แสนคนเท่านั้น
นักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง ไม่นิยมเดินทางผ่านบริษัททัวร์ แล้วหันไปเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองหรือ ?
แล้วทำไม ? เรายังเห็น “รถทัวร์” จอดตามแหล่งท่องเที่ยวและร้านช็อปปิ้งเต็มไปหมด
ว่ากันว่า วันนี้คนทำทัวร์จีนในบ้านเราทำธุรกิจกันไม่ได้แล้ว เพราะคนจีนเข้ามาทำเองโดยไม่ผ่านบริษัททัวร์ในบ้านเรา ประมาณว่าเอานักท่องเที่ยวมาเอง เช่ารถเอง จองโรงแรมเอง เอาไกด์มาเอง
ครบวงจรขนาด “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่ว่าหนักแล้วยังอยู่ไม่ได้
คำถามคือ เราจะเดินหน้าแล้วทิ้งปัญหาใหม่ ๆ ไว้ข้างหลังแบบนี้ต่อไปหรือ ?