เตรียมรับมือปีหน้าผลไม้แพง
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : วิมล ตัน
โลกเข้าสู่ภาวะวิกฤต Geopolitic อย่างโจ่งแจ้งชัดเจน นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อต้นปี 2568 พร้อม ๆ กับการประกาศกีดกันการค้า ขึ้นภาษีกับนานาประเทศ ส่งผลให้การค้าโลกปั่นป่วน
แต่ส่งออกไทยสร้างความน่าอัศจรรย์ใจ เพราะผู้ส่งออกไทยยังสามารถส่งออกได้ภายใต้แรงกดดัน ตัวเลขการส่งออกปี 2568 จบลงด้วยอัตราการเติบโตถึง 12.9% ที่มูลค่า 339,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เข้าสู่ปี 2569 ด้วยสภาวะสงคราม เมื่ออิสราเอลจับมือกับสหรัฐ โจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ตามด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัดเส้นทางการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะเส้นทางหลักของพลังงานที่หล่อเลี้ยงเอเชีย ทำให้โลกการค้าหยุดชะงักลง
แต่ถึงกระนั้น การส่งออกของประเทศไทยก็ยังไปได้ดี เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระดับ 2 หลักเสียด้วยซ้ำ
โดยเดือนมีนาคม ขยายตัว 18.7% เดือนเมษายนพุ่งถึง 23.1% พฤษภาคม 10.6% มิถุนายน 20.8% กรกฎาคม 21.6% สิงหาคม 24.3% เบ็ดเสร็จตัวเลขส่งออก 8 เดือนแรกของไทย เติบโตสะสมถึง 18.9%
ประเมินเหตุผลได้ว่า สาเหตุหลักน่าจะมาจากความหวั่นเกรงผลกระทบจากปัญหา Geopolitic โลกการค้าที่ผันผวน ทำให้ผู้นำเข้าเร่งสั่งซื้อสินค้า เพื่อ “ตุนสต๊อก” เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนจากนโยบายตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ หนำซ้ำเจอวิกฤตสงคราม ความกลัวต้นทุนขนส่งจะสูงขึ้น ก็ยิ่งตุนหนักเข้าไปอีก ผนวกกับเทรนด์เอไอที่มาแรง เป็นแรงสนับสนุนให้สินค้าเทคโนโลยี และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสินค้าหมวดหลักของส่งออกไทยที่เติบโตสูง นอกจากนี้ โลกที่เกิดความไม่แน่นอนสูง ทำให้อุปสงค์สินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มสูงขึ้น
แต่ความอัศจรรย์เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ยั่งยืน ผู้ส่งออกหลายรายเห็นตรงกันว่า ในไม่ช้าสถานการณ์ส่งออกจะเข้าสู่ภาวะปกติ เผลอ ๆ ปี 2570 การส่งออกอาจจะแผ่วลงเสียด้วยซ้ำ อย่างเช่น กรณีออร์เดอร์ที่ถาโถมเข้ามามาก จากสภาวะรับมือกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก น่าจะบรรเทาเบาบางลงสู่ภาวะปกติ หนำซ้ำหากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐมีความชัดเจนขึ้น การสอบสวนมาตรา 301 เริ่มมีผลบังคับใช้ กำแพงภาษีใหม่กดดันขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น น่าจะมีผลต่อสถานการณ์สินค้าเกษตรในปีหน้า
จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งว่า สถานการณ์อุทกภัยเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569 จนล่าสุด ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2569 แค่เพียง 1 เดือนมีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้วถึง 43 จังหวัด มีเกษตรกรโดนน้ำท่วม 146,137 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 1,661,685 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าว 1,331,794 ไร่ เป็นพืชไร่/พืชผัก 246,434 ไร่ และไม้ผลยืนต้น 96,442 ไร่ ซึ่งประเมินได้ว่า พื้นที่การเกษตรที่โดนหนัก ๆ ก็น่าจะเป็นภาคกลางที่เพาะปลูกข้าวเป็นหลัก และพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี ตราด ที่เป็นสวนทุเรียนโดนน้ำยืนต้นตาย และพื้นที่นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ที่เป็นสวนผลไม้ ซึ่งหากความเสียหายถึงขั้นยืนต้นตาย กว่าจะปลูกทดแทน และได้ผลผลิต ก็ต้องใช้เวลา 5-6 ปีขึ้นไปผนวกกับปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่คาดการณ์ว่าจะหนักหน่วงต้นปี 2570 ก็ยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมพืชผลเกษตรและพืชอาหารให้ยิ่งสาหัสหนักเข้าไปอีก
คาดเดาได้ว่า ปี 2570 จะเป็นปีที่สินค้าเกษตรได้รับผลกระทบสูง ผลผลิตได้น้อย ผลักดันให้ราคาแพงขึ้น นอกจากนี้ สงครามเอไอ ระหว่างสหรัฐและจีน ภาวะการกีดกันการค้า ส่งผลกระทบให้สินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ชิป ยิ่งหายาก ขาดแคลน ราคาก็ต้องขยับสูงขึ้น กระทบต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายที่ต้องใช้ชิปเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มือถือ คอมพิวเตอร์ ขยับราคาขายสูงขึ้นไปด้วย
ดังนั้น ทำใจไว้เลย ปีหน้า “ของจะแพงขึ้นอีก”