เกมหลายมิติ
เพราะโลกเป็นหนึ่งเดียว
เชื่อมโยงและโยงใยกัน
ความขัดแย้งหนึ่งจึงส่งผลสะเทือนถึงทุกประเทศในโลก
โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ
มีคนบอกว่าตอนนี้จิ้มไปตรงจุดไหนของโลกก็มีแต่ “ความขัดแย้ง” ที่เป็น “ระเบิดเวลา” รอวันปะทุขึ้นมา
ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า “สหรัฐ-จีน”
ความขัดแย้งระหว่าง “ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้”
“อินเดีย-ปากีสถาน” เรื่อง “แคชเมียร์”
การประท้วงของชาวฮ่องกงที่ไม่รู้ว่า “จีน” จะแก้ปัญหาด้วยการปราบหรือไม่
ปัญหา “เบร็กซิต” แบบ “โนดีล” ของอังกฤษ ฯลฯ
ความขัดแย้งดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรก ในขณะที่การทำธุรกิจต้องการ “ความแน่นอน”
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงก็คือ ไม่มีอะไรแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลาง “ความไม่
แน่นอน” มีบางเรื่องที่เรากำหนดได้ หรืออยู่ในอำนาจของเรา
กับเรื่องที่กำหนดอะไรไม่ได้ นอกเหนือ
อำนาจของเรา
เขาบอกว่าให้พยายามทำในสิ่งที่เรากำหนดได้ก่อน
แต่สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโลก ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากอำนาจของเรา
มีสิ่งเดียวที่ทำได้ คือ การจับตามองอย่างใกล้ชิดและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ
และมิติการมองต้องมองอย่างกว้าง
เพราะความขัดแย้งบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ เป็นเรื่องการเมือง
เช่น “อินเดีย-ปากีสถาน”
ตอนนี้แค่เรียกทูตกลับ
แต่ถ้าขัดแย้งแรงขึ้นและบานปลายไปถึงการใช้กำลังทหาร
เพราะ 2 ประเทศนี้เคยปะทะกันจนต้องปิดน่านฟ้า
ผลที่ตามมา คือเครื่องบินสายการบิน
ต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อความปลอดภัยหลบ
เสียทั้งเวลาและน้ำมัน ปั่นป่วนไปทั่ว
เขาบอกว่า “ความขัดแย้ง” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็เหมือนกับการโยน “ก้อนหิน” ลงน้ำ
ต้องเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นแน่นอน
เรื่องที่สอง มีบทเรียนที่น่าศึกษาจากเกมการชิงไหวชิงพริบของแต่ละประเทศ
อย่างเช่น สงครามการค้า “สหรัฐ-จีน” เราจะเห็นลีลา “พ่อค้า” แบบ “โดนัลด์ ทรัมป์”
ที่ใช้ “ความได้เปรียบ” เรื่องความ
ยิ่งใหญ่ของสหรัฐเป็นจุดเริ่มต้นการเจรจา
มักเริ่มด้วยการ “ขู่” แรง ๆ
แต่พร้อมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา
เจอรายไหนแข็ง ๆ ไม่ยอม ก็จะเปลี่ยนท่าทีเป็น “มิตร” ทันที
ในขณะที่เห็นลีลามังกรแบบจีน
อย่างล่าสุด พอ “ทรัมป์” เล่นเกมแรงด้วยการประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีน 10%
กะทำให้สินค้าจีนในสหรัฐแพงขึ้น จะได้ขายได้น้อยลง
เกมนี้ “สหรัฐ” เหนือกว่า “จีน”
เพราะ “จีน” ส่งออกสินค้าไป “สหรัฐ” มากกว่านำเข้าสินค้าจากสหรัฐ
เล่นเกมขึ้นภาษีสู้กัน “จีน” เสียเปรียบ
แต่เขาพลิกเกมใหม่ แทนที่จะสู้กันตรง ๆ เรื่อง “ภาษี”
จีนเปลี่ยนมาเล่นเกมการเงิน คือ ปล่อยค่าเงินหยวนให้อ่อนลงมาประมาณ 10% ดื้อ ๆ
พอค่าเงินอ่อน ราคา “สินค้าจีน” ที่ส่งไปสหรัฐก็จะต่ำลง 10%
เจอมาตรการขึ้นภาษี 10% ก็ไม่สะเทือน
เพราะสุดท้ายราคาสินค้าก็จะใกล้เคียงกับราคาเดิม ไม่ได้แพงขึ้น
ผมนึก “มวยไทย” ที่นักมวยที่
หมัดหนักเดินสาวหมัดเข้ามา
แทนที่คู่ต่อสู้จะยืนแลกหมัด
หรือเตะหนัก ๆ ซึ่งการ์ดอาจตกได้
นักมวยที่เก๋า ๆ เขาจะแก้เกมใช้การเตะตัดขาหน้า การ์ดก็ไม่ตก
เพราะนักมวยตอนชกหมัด ขาหน้าเป็นฐานหลักที่สำคัญ
เจอเตะตัดขาหน้าเบา ๆ
นักมวยหมัดหนักหัวคะมำกันทุกราย
นี่คือบทเรียนที่ได้เห็นจาก “พญามังกร”