ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดรับ ป.ตรีทุกสาขาเรียนพยาบาล

ปริญญาตรีพยาบาลศาสตร์

“วิชาชีพพยาบาล” ถือเป็นกำลังคนในระบบสุขภาพที่มีบทบาทสำคัญต่อการให้บริการประชาชน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในภาวะขาดแคลน โดยข้อมูลจากสภาการพยาบาล ระบุว่า มีผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเพียง 180,000 คน แต่ทำงานในระบบจริง ๆ อาจไม่ถึงจำนวนนี้

ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผู้ติดเชื้อหลายพันคนต่อวัน พยาบาลต้องทำหน้าที่เป็นด่านหน้าดูแลผู้ป่วยทำให้ไม่เพียงพอต่อการรับมือ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นไปอีก

“รศ.ดร.อรพรรณ โตสิงห์” รองคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า พยาบาลเป็นอาชีพที่ขาดแคลนบุคลากรมานานแล้ว ยิ่งวิกฤตปีนี้เห็นชัดว่าแพทย์ พยาบาลทำงานหนักจนแทบรับมือไม่ไหว จึงทำให้เราต้องการบุคลากรเพิ่มจำนวนมาก

“ย้อนกลับไปปี 2535 คณะรัฐมนตรีมีมติให้อาชีพพยาบาลเป็นสาขาที่ขาดแคลน โดยให้เร่งรัดผลิตให้ทันความต้องการของประเทศ ทำให้สถาบันการศึกษาทุกแห่งพยายามดำเนินการผลิตคนให้เป็นไปตามมาตรฐาน และทางสภาการพยาบาลได้มีการคิดหาวิธีเพิ่มบุคลากรมาตลอด ทุกปีจะมีการคำนวณกำลังคนในสาขา โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเกณฑ์ขั้นต่ำของ WHO คือ พยาบาล 1 คนต่อจำนวนประชากร 500 คน สำหรับประเทศกำลังพัฒนา”

“ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาจะมีจำนวนพยาบาลที่ดูแลต่อประชากรจำนวนน้อยเพื่อที่จะได้ดูแลอย่างทั่วถึง รวมทั้งดูเกณฑ์มาตรฐานของประเทศอื่น ๆ ร่วมด้วย ส่วนที่เราใช้จะเป็นเกณฑ์กลาง ๆ คือ ตั้งเอาไว้ว่าพยาบาล 1 คนต่อจำนวนประชากร 250 คน ถ้าคำนวณดูจากตัวเลขนี้แล้วกับจำนวนประชากรคร่าว ๆ เราต้องการพยาบาลในระบบสุขภาพจริง ๆ ถึง 230,000 คน แต่ปัจจุบันเรามีพยาบาลที่ปฏิบัติงานอยู่ในระบบแค่ 180,000 คน”

“ในภาพรวมเราต้องการพยาบาลเพิ่มอีกมากกว่า 50,000 คน และปีต่อไปตัวเลขจะไม่ได้หยุดแค่นี้ จะเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเพราะคนอายุยืนขึ้น ที่สำคัญ อาจมีคนป่วยเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หายมากขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้ก็ต้องการคนดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน จะมีพยาบาลเกษียณอายุทุกปี ประกอบกับรัฐบาลมียุทธศาสตร์ที่จะทำศูนย์การดูแลสุขภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้วย คาดการณ์ว่าในอีก 5-10 ปี ตัวเลขความต้องการจะพุ่งสูงขึ้นไปอีก”

“รศ.ดร.อรพรรณ” กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นเป็นที่มาที่สภาการพยาบาล มีนโยบายให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ รับผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทุกสาขาเข้ามาเรียนได้ในระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน ซึ่งเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นก่อนจะมีสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยใดพร้อม ทั้งอาจารย์ผู้สอน ห้องปฏิบัติการ หลักสูตรที่เป็นมาตรฐาน ก็สามารถเปิดได้เลย

“เท่าที่ทราบตอนนี้มหาวิทยาลัยเอกชนที่นำร่องไปก่อนแล้ว คือ ม.รัตนบัณฑิตเปิดเมื่อปี 2563 และปีนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ก็เพิ่งเปิดเป็นปีแรก ชื่อหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต รับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขาจำนวน 100 คน ตอนนี้มีผู้สมัครเข้ามามากกว่า 322 คนแล้ว ถือว่ามีคนให้ความสนใจอยากเป็นพยาบาลจำนวนมาก โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการสอบสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกเข้าศึกษาในเดือนสิงหาคมนี้ตามเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้”

“เหตุผลที่เปิดแน่นอนว่าต้องการผลิตคน อีกทั้งตอนนี้นักศึกษาหรือบัณฑิตที่จบสาขาปริญญาตรีมีอยู่จำนวนมาก ที่เรียนจบแล้วยังไม่มีงานทำ”

จากข้อมูลการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า บัณฑิตจบใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานถึง 5.2 แสนคน เป็นจำนวนที่น่าตกใจยังไม่รวมกับคนวัยทำงานที่อยู่ในสถานการณ์อาชีพไม่มั่นคงจากผลกระทบโควิด ดังนั้น วิชาชีพที่ไม่ตกงานแน่นอน คือ พยาบาลเป็นอาชีพที่ต้องการของสังคมด้วย ช่วยชาติด้วย ช่วยตัวเองด้วย”

สำหรับรูปแบบการเรียน “รศ.ดร.อรพรรณ” บอกว่า โดยทั่วไปการเรียนในระดับปริญญาตรีทุกแห่งจะเรียนทั้งหมด 122 หน่วยกิตเป็นอย่างน้อย ในจำนวนนี้มีหมวดวิชาศึกษาทั่วไปแล้ว 30 หน่วยกิต แบ่งเป็นกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ที่ทำให้เราเป็นคนมีเหตุมีผล แล้วก็กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ที่ทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ และกลุ่มวิชาภาษาและการสื่อสาร ซึ่งเทียบโอนได้ ฉะนั้น ก็จะเหลืออีก 80 หน่วยกิต โดยใช้เวลา 2 ปีครึ่งในการเรียนหลักสูตรพยาบาล

สำหรับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จะแบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่ ๆ คือ

หนึ่ง หมวดวิชาเฉพาะสำหรับพยาบาลศาสตรบัณฑิต เพื่อปูพื้นฐานวิชาชีพเกี่ยวกับศาสตร์ทางสุขภาพ เช่น กายวิภาคศาสตร์ พยาธิวิทยา คือ เรียนเรื่องโรค และความเจ็บป่วย รวมถึงเรียนเภสัชกรรม ด้านการให้ยา

สอง กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ เจาะลึกลงในวิชาชีพของการพยาบาลทุก ๆ วัย คือ ตั้งแต่เรื่องของการพยาบาลเด็ก การพยาบาลผู้ใหญ่ การพยาบาลผู้สูงอายุ การพยาบาลจิตเวช การพยาบาลชุมชน การรักษาโรคเบื้องต้น จริยธรรมพยาบาล รวมถึงกฎหมายเรื่องพยาบาลต่าง ๆ


นอกจากนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จะเน้นสร้างบัณฑิต 3 ทางเลือกในปีสุดท้าย โดยจะให้นิสิตเลือกว่าเรียนจบไปอยากเป็นผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจด้านการพยาบาลหรือสุขภาพหรือไม่ เช่น เปิดสถานพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ ก็จะมีอาจารย์สอนเรื่องการคำนวณต้นทุน ดูว่าการทำธุรกิจ การจดทะเบียนทำอย่างไรให้ถูกต้อง หรือทางเลือกที่สอง

ถ้าหากต้องการเป็นนักเทคโนโลยีสารสนเทศทางการพยาบาล ก็จะเป็นผู้ออกแบบแพลตฟอร์มเกี่ยวกับสุขภาพหรือจัดทำคลังข้อมูลขนาดใหญ่ บริหารจัดการบิ๊กดาต้าทั้งหลาย และทางเลือกสุดท้าย หากต้องการทำงานในโรงพยาบาลจะทำการสอนเพื่อให้เป็นคนบริหารจัดการในโรงพยาบาลตามกลุ่มงาน เช่น กลุ่มงานดูแลผู้ป่วยเฉพาะโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง ฯลฯ

ที่สำคัญ การเรียนการสอนใช้กระบวนการวิจัยในทุกรายวิชา มีอาจารย์ประจำหลักสูตรประมาณ 20 ท่าน ทุกท่านล้วนเป็นอาจารย์ที่มีโครงการวิจัยของตนเอง และมีทุนภายนอกสนับสนุน ฉะนั้นผู้เรียนทุกคนจะมีอาจารย์ที่ปรึกษา และได้เป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับอาจารย์ด้วย ส่วนการฝึกปฏิบัติจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการเสมือนจริง โดยจะมีหุ่นให้ปฏิบัติการเหมือนคนจริง และต้องฝึกไปจนกว่าจะคล่องมือในทุกเรื่อง

ขณะที่อีกอย่างหนึ่งคือการฝึกในสถานการณ์จริง คือ โรงพยาบาลหลัก ๆ ของกรุงเทพฯและในชุมชน รวมถึงที่บ้านคนไข้ด้วย ซึ่งในชุมชนแออัดเราใช้ในเขตหลักสี่ ส่วนชุมชนชนบทจะปฏิบัติที่พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี และสุพรรณบุรี เป็นต้น

“รศ.ดร.อรพรรณ” กล่าวย้ำว่า วิชาเหล่านี้สำคัญมาก จะเป็นการเตรียมพร้อมทุกทักษะ เพื่อให้บัณฑิตจบไปทำงานได้ทุกแผนก และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วต้องสอบรับใบประกอบวิชาชีพเสียก่อนจึงจะปฏิบัติงานเป็นพยาบาลวิชาชีพได้ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่สอบใบประกอบวิชาชีพ จะเป็นเพียงพยาบาลจบการศึกษาเท่านั้น ยังไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้อย่างอิสระ

“ดิฉันการันตีว่าเรียนพยาบาลจบแล้วมีงานทำแน่นอน เพราะเป็นที่ต้องการมากในขณะนี้”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ