Queen Power มาดามแป้ง 16 ปีในวงการฟุตบอลไทย

นวลพรรณ ล่ำซำ
นวลพรรณ ล่ำซำ
ผู้เขียน : ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่
ช่างภาพ : ศูนย์ภาพมติชน

มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ สร้างกระแสอีกครั้งด้วยการประกาศลงชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จากจุดเริ่มต้นเจ้าแม่แอร์เมส สู่ธุรกิจประกันภัย และ 16 ปีในวงการลูกหนัง วันนี้เธอพร้อมแล้วที่รับภาระในการกอบกู้วงการฟุตบอลไทย

มาดามแป้งเล่าเมื่อครั้งร่วมแชร์ empowerment ที่โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ว่า เธอเกิดและเติบโตมาในประเทศไทยอย่างแท้จริง จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเรียนต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เดิมทีอยากเรียนนิเทศศาสตร์แต่ด้วยความที่เป็นลูกคนโตของบ้านในตระกูลทำธุรกิจการเงินและประกันภัยมาตลอด ที่บ้านจึงให้เรียนบัญชี ซึ่งก็ไม่ได้ต่อต้านอะไรและเลือกเรียนในสาขาการตลาดระหว่างประเทศ สมัยมัธยมถือว่าเราเป็นเด็กเรียน เข้ามหา’ลัยปี 1 ก็ยังตั้งใจอยู่ แต่ชีวิตการเรียนแทบจะจบไปตั้งแต่นั้นเพราะเริ่มสนุกกับชีวิตมหา’ลัย สุดท้ายจบปี 4 ได้เกรดน้อยมาก 2.78 มาดามแป้งกล่าว

นวลพรรณ ล่ำซำ

เมื่อเรียนจบเราค่อนข้างไฟแรง ขอคุณพ่อ (โพธิพงษ์ ล่ำซำ) ทำงานเลย แต่พ่อให้เรียนต่อเราเลยเลือกเรียนการจัดการระบบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา เพราะเริ่มตระหนักว่าสิ่งสำคัญที่จะเอากลับมาใช้คือการให้การศึกษาและจัดการระบบการศึกษา ซึ่งตอนนั้นคนเรียนน้อยมากและค่อนข้างย้อนแย้งกับตัวเราวันนี้

จบจากบอสตันก็กลับมาสมัครงานในความชอบตอนแรก คือ เป็นเอเยนซี่โฆษณาในปี 2531 เราภูมิใจมากเพราะได้เงินเดือนเดือนแรก 27,000 บาท ที่ไม่เกี่ยวกับตระกูล ซึ่งถือว่าเยอะมากในสมัยนั้น และเป็นรากฐานให้เรามีหัวใจรักบริการมาจนถึงวันนี้ ซึ่งการบริการเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจอีกมากมาย

ไม่มีอะไรเป็น “The End of the World”

มาดามแป้งเล่าถึงเทิร์นนิ่งพอยต์ของชีวิตว่า หลังเรียนจบเราทำงานหนักมาก วันหนึ่งตื่นมารู้สึกว่าตาซ้ายมัว หมอบอกว่าเราเป็นโรคม่านตาอักเสบ ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงในวงการจักษุ ตอนนั้นอายุแค่ 25 ปี ท้อมาก แต่พ่อบอกว่าให้ใจเย็น ๆ มันเป็นเพียงตาซ้าย ต่อให้บอดก็ยังเหลือตาขวา

ไม่มีอะไรเป็น “the end of the world” คำพูดนี้อยู่ในใจเรามาตลอด จึงอยากบอกทุกคนที่กำลังมีปัญหาและท้อแท้ว่าขอให้ใจเย็น ๆ เราได้นำคำสอนนั้นมาสอนคนต่ออีกมากมาย

จากนั้นก็ถูกส่งไปรักษาที่แมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา แม้ว่าครอบครัวจะมีเงิน แต่ก็รู้สึกได้ตลอดว่าเราเป็นพลเมืองชั้นสองของที่นั่น ความรู้สึกมันไม่เหมือนกับประเทศไทย หลังรักษากลับมาปีครึ่งมันก็หาย ถือว่าหนักหนามากในช่วงเบญจเพส

“คนตาบอดแต่กำเนิดกับคนที่กำลังจะตาบอดไม่เหมือนกัน เราเสียใจมาก จุดนี้ทำให้เราเข้าใจคนที่พิการทางสายตาเป็นอย่างดี เราจึงทำบุญกับคนตาบอดเรื่อยมาตั้งแต่วันนั้น และโชคดีที่วันนี้โรคนั้นยังไม่กลับมาหาเราอีก”

เส้นทางเจ้าแม่ Hermes กับธุรกิจประกัน

มาดามแป้งเล่าว่า เริ่มทำธุรกิจของตัวเองเป็นโรงงานเย็บเสื้อยืดและหมวก แม้ตอนนั้นพ่อเริ่มให้ไปทำธุรกิจประกันแต่เราไม่ไปเพราะยังไม่ชอบ รู้สึกว่าคนทั่วไปไม่ชอบเวลาโดนไปขายประกัน เราต้องมีแพสชั่นเราถึงจะทำ “แพสชั่นกับเรื่องใจสำคัญมาก ถ้าไม่รักในอาชีพที่ทำจะไม่มีความสุขเลย”

เราเป็นคนที่เกิดในตระกูลล่ำซำ แต่ต้องบอกว่ามัธยัสถ์มาก ตอนเรียนจุฬาก็ไม่มีแบรนด์เนม พ่อก็ไม่ได้สนับสนุนให้ใช้ เราเป็นคนชอบของสวย ๆ งาม ๆ ตั้งแต่เด็ก และคิดว่าทำไมคนไทยชอบไปซื้อเเบรนด์เนมที่ต่างประเทศ จึงเห็นโอกาสว่าถ้าเรานำแบรนด์เนมมาขายในไทยคงจะดี แม้ภาษีนำเข้าสูงมาก

เราชอบแบรนด์ Hermes จึงเริ่มศึกษา ด้วยความที่ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษมาก เราก็เขียนจดหมายเป็นภาษาไทยเพราะต้องเขียนมาจากใจตัวเองและค่อยให้คนแปลเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นจึงส่งไป จนกระทั่งได้รับอีเมล์จาก Hermes เรียกไปสัมภาษณ์

ในห้องสัมภาษณ์ ซีอีโอของ Hermes กำลังวาดภาพอยู่ ด้วยความประหม่าพอสมควร เขาถามว่าทราบไหมกำลังวาดภาพอะไรอยู่ เราก็ตอบไปว่าคุณกำลังวาดดอกบัว ดอกไม้ประจำชาติไทยอยู่ เขาก็ยิ้ม และถามอีกว่าอยากให้เขาวาดอะไร เราก็บอกว่าอยากให้วาดสัตว์ประจำชาติไทย เขาก็วาดช้าง

นั่นคือคำสัมภาษณ์เพียง 2 ประโยค และแป้งได้ Hermes มา ทั้ง ๆ ที่ภาษาเราไม่ได้เลย บางทีความจริงใจกับความอยากได้จริงเป็นสิ่งที่สื่อสารได้ดี

นั่นจึงเป็นที่มาว่าแป้งได้เปิดร้าน Hermes ในปี 2540 ซึ่งตรงกับวิกฤตต้มยำกุ้งพอดี แต่โชคดีที่เรามีการประกันค่าเงินบาทในช่วงเดือนมิถุนายนก่อนที่รัฐบาลจะประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในเดือนสิงหาคมปีนั้น

มาถึงตอนที่เริ่มเข้าสู่ธุรกิจประกัน เราแยกออกมาทำเมืองไทยประกันภัย เริ่มอินตอนเกิดเหตุการณ์สึนามิ เรานึกไม่ออกเลยว่ามันจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เราทำประกันให้กับโรงแรมมากมายในกระบี่ ภูเก็ต และพังงา

เราจึงรู้สึกว่าอาชีพเราไม่ใช่การขายแล้วจบ มันเป็นอาชีพที่ถ้าเขาเกิดความเดือดร้อนหรือเกิดเหตุอะไรแล้วเราลงไปช่วยเยียวยาได้อย่างแท้จริงเมื่อเกิดภัย เหมือนหน่วยบรรเทาสาธารณภัย จากนั้นก็มาน้ำท่วมปี 2554 และมาประกันในช่วงโควิด-19

นวลพรรณ ล่ำซำ

16 ปีในวงการลูกหนัง

บางช่วงบางตอนในแถลงการณ์ลงชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มาดามแป้งมีโอกาสเข้ามาร่วมทำงานกับสมาคม ตั้งแต่ปี 2551 จากการเชิญชวนของ นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคม ขณะนั้น ให้เข้ามาเป็นผู้จัดการฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย

มาดามแป้งใช้เวลากว่า 12 ปีในการพาฟุตบอลหญิงไทยไปแข่งขันทุกเวทีทั้งระดับอาเซียน เอเชีย และระดับโลก จนกระทั่งได้ไปฟุตบอลโลก ปี 2558 ที่แคนาดา และปี 2562 ที่ฝรั่งเศส

ต่อมาในปี 2558 มาดามแป้งได้เข้าบริหารสโมสรฟุตบอลการท่าเรือ เอฟ.ซี. ในระดับไทยลีก และได้เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่ จากการแต่งตั้งของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคม คนปัจจุบัน ในปี 2564 โดยสามารถคว้าแชมป์อาเซียนได้ 2 ครั้ง คือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 และมิตซูบิชิ อิเล็กทริก คัพ 2022

ตลอดเวลา 16 ปี ในเส้นทางฟุตบอลไทยทั้งทีมชาติและสโมสร คงเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า มาดามแป้ง รัก ศรัทธา และหลงใหลในวงการลูกหนังขนาดไหน

สถานการณ์ปัจจุบัน ฟุตบอลไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่จากปัญหาที่สะสมกันมาหลายยุคสมัย มาดามแป้งกล่าวว่า ไม่โทษใคร แต่ความจำเป็นเร่งด่วนตอนนี้คือต้องร่วมมือกันสร้างรายได้ ความนิยม และความศรัทธา ให้คืนสู่ฟุตบอลไทยอีกครั้ง

เนื่องจากหลายโครงการพัฒนาฟุตบอลต้องหยุดชะงัก เงินสนับสนุนทีมลดลง สปอนเซอร์หาย การประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่เป็นรายได้หลักก็ไม่บรรลุข้อตกลง ปัญหาเหล่านี้จะทำให้คุณภาพของการบริหารจัดการทีมลดลงและนำไปสู่ความนิยมจากแฟนฟุตบอลที่ลดลงตามไปด้วย


การตัดสินใจครั้งนี้ มาดามแป้งยอมรับว่าไม่ง่าย ด้วยครอบครัวที่ห่วงสุขภาพและภาระงานรัดตัวในปัจจุบัน แต่เมื่อฟุตบอลไทยอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ก็คงต้องมีใครสักคนที่ต้องเสนอตัวขึ้นมา ยอมเสียสละเวลา และทรัพยากรที่ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด แป้งเชื่อในความตั้งใจจริงของตัวเอง และยินดีที่จะรับภาระดังกล่าว