เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้ และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงราย รายงานว่า ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) มูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย พบปริมาณ โลหะหนักปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะในช่วง “น้ำหลากแรก” หลังฝนตกหนักที่อำเภอแม่สาย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา
การเก็บตัวอย่างดำเนินขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 พฤษภาคม 2568 ครอบคลุมลุ่มน้ำกก รวก สาย และโขง รวมถึงพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ พบว่า น้ำผิวดิน มีสารโลหะหนัก เช่น สารหนู (As), ตะกั่ว (Pb), นิกเกิล (Ni), แคดเมียม (Cd) และแมงกานีส (Mn) เกินค่ามาตรฐานในหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณ ชายแดนไทย-พม่า อำเภอแม่สาย
ตะกอนดินและดิน พบโลหะหนักเกินค่าความปลอดภัยทุกจุด โดยตะกอนดินมีปริมาณสูงกว่าดินทั่วไป
พืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าว กระเทียม พริก ขิง และหอมแดง พบโลหะหนักบางชนิด แต่ยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภค
ผลการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพพบว่า ความเสี่ยงจากสารที่ไม่ก่อมะเร็ง สูงกว่าค่าที่รับได้ถึง 100 เท่า ความเสี่ยงจากสารที่อาจก่อมะเร็งพบว่า ‘สูงเกือบทุกจุด’ โดยเฉพาะพื้นที่ ชายแดนแม่สาย ถือเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด
สถานการณ์นี้สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ภาคประชาสังคมจึงร่วมกัน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอสำคัญ ดังนี้:
1. ยกระดับการจัดการปัญหาเป็นวาระแห่งชาติและระดับอาเซียน เนื่องจากเป็นมลพิษข้ามพรมแดน
2. ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยเฉพาะกิจกรรมเหมืองแร่
3. ให้ความรู้ประชาชนและจัดหาเครื่องมือเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
4. ติดตามและสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส
การตรวจพบโลหะหนักในแหล่งน้ำสำคัญของภาคเหนือครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐจึงควรเร่งแสดงความจริงจังในการจัดการปัญหา เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำกกอย่างเร่งด่วน.