สมัยหน้าไม่ลงชิงนายก ‘การเมืองบ้านใหญ่’ ถูกมองเชิงลบ
“รู้สึกอายที่หลายคนมีภาพจำเวลาไปบางแสน เห็นเด็กลงไปเล่นน้ำ แล้วมีขยะลอยเต็ม ภาพแบบนี้เห็นมาตลอด 30-40 ปี” นายกตุ้ย “ณรงค์ชัย คุณปลื้ม” นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข ยอมรับตรง ๆ และบอกว่า
ขยะเหล่านี้มาจากในทะเล แม้เราจะแบ่งเจ้าหน้าที่เก็บขยะทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย จึงมีช่วงแก็บว่าง แต่ขยะมันมาตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เก่งแค่ไหนก็ควบคุมไม่ได้ แต่เรามาก็ต้องมาจัดการต่อ
ปัจจุบันเทศบาลเมืองบางแสนมีปริมาณขยะเฉลี่ย 150 ตัน/วัน โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์มีมากถึง 170 ตัน/วัน แต่บ่อขยะมีเพียง 1 แห่งที่ อ.ศรีราชา ความจุ 150 ตัน/วัน ซึ่งปัจจุบันเต็มความจุ 100% ถือว่าเป็นจำนวนขยะที่เยอะมากเมื่อเทียบกับความเป็นเทศบาลขนาดกลาง ทำให้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาทต่อปี ต้องถูกใช้ไปกับการจัดการขยะ ถือว่าเป็นความไม่คุ้มค่าสำหรับการนำภาษีประชาชนมาใช้

ตอนนี้ได้เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการลดปริมาณขยะเปียก โดยซื้อเครื่องย่อยสลาย 1 เครื่อง มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท แต่ข้อจำกัดคือ สามารถกำจัดขยะได้เพียงวันละ 200 กก. ซึ่งยังไม่เพียงพอ นอกจากนี้จ้างคนมาอยู่ประจำเฝ้าหาด คอยเก็บทั้งวัน ให้นักท่องเที่ยวได้เห็นภาพชายหาดสะอาดตลอดวัน เบื้องต้นตั้งงบฯไว้ 5 ล้านบาทต่อปี จะใช้ตลอดแนวโซนผ้าใบจนถึงหน้าหาดวอนนภา ขณะนี้กองสาธารณสุขกำลังเขียน TOR ประกาศจ้าง
ในอนาคตเทศบาลจะจ้างเอกชนเก็บขยะตามบ้านเรือน ส่วนขยะร้านอาหาร-แหล่งท่องเที่ยว เทศบาลจะเก็บเอง โดยหวังให้ปริมาณขยะในแต่ละวันลดลงอย่างน้อย 5-10 ตัน จะช่วยให้ประหยัดงบประมาณไปหลายล้านบาทต่อปี
แม้ในอดีตเทศบาลมีแนวคิด การจัดการระบบขยะรุ่นใหม่ เช่น ทำบ่อหมักแยกขยะให้เป็นไบโอแก๊ส จะทำให้เหลือขยะฝังกลบเพียง 20% แต่ไม่ผ่านกระบวนการของกระทรวงมหาดไทย อบต.บางพระ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ได้ให้สภาลงมติไม่อนุญาตให้เทศบาลแสนสุขเข้าไปบริหารจัดการขยะรูปแบบใหม่ แต่ให้ฝังกลบเหมือนเดิม

อีกข้อด้อยเมืองบางแสนไม่มีเตาเผาขยะ ทั้งที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นย่านเศรษฐกิจ ขยะ เป็นเรื่องใหญ่สำหรับท้องถิ่น แต่อำนาจการบริหารจัดการกลับอยู่ที่ส่วนกลาง ท้องถิ่นมีหน้าที่เพียงเก็บ-กำจัด ถ้าหากมีการถ่ายโอนให้เทศบาลมีอำนาจเด็ดขาดในการเลือกใช้เทคโนโลยีภายใต้กรอบเงื่อนไขจะง่ายกว่า แต่ตอนนี้มันต้องเป็นไปตามกฎกระทรวง มันเลยเกิดขึ้นได้ยาก เพราะต้องถูกตีตกในด่านประชาพิจารณ์ ก็เข้าใจได้ เหมือนเราย้ายขยะไปทิ้งพื้นที่อื่น ๆ บ่อขยะก็โดนประท้วง จึงน่าจะเอาเทคโนโลยีไปกำจัดให้ดีกว่าเดิม เช่น เตาเผา เตาชีวภาพ มันจะง่ายกว่า
อย่างไรก็ตาม นายกตุ้ยกล่าวทิ้งท้ายว่า จริง ๆ ไม่ชอบอาชีพนักการเมือง ไม่อยากเป็นนายกเทศมนตรีเลย รู้สึกว่าการเมืองมันใช้เวลา และการเมืองไทยไม่สร้างสรรค์ จึงไม่อยากเอาตัวเองลงไปเกี่ยวข้อง แต่ถ้ามีโอกาสที่ทำให้บ้านเมืองเราเอง จึงเอาประเด็นบวกอื่นมากลบประเด็นลบที่เรามอง ก็เลยทำ แค่อย่าทำตัวเป็นนักการเมือง

นอกจากนี้ ในชลบุรีถูกมอง คำว่าการเมืองบ้านใหญ่ มันดูเป็นการเมืองเชิงลบ เป็นการเมืองแบบเก่า เราจึงเข้ามาทำงาน โดยบ้านใหญ่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยที่ผู้ใหญ่ไม่เข้ามายุ่ง เพราะเราคุยกันตั้งแต่แรกแล้วว่า ไม่ยอมให้การเมืองมาชี้นำการทำงานของเรา
สมัยหน้าไม่เล่นการเมืองแล้ว รู้สึกอิ่มตัว แต่ไม่ได้ไปไหน จะหาคนมาแทน แต่ไม่รู้จะหาได้หรือไม่ รวมถึงด้วยกฎหมายที่ทำให้ผมสามารถดำรงตำแหน่งได้วาระสุดท้าย รวม 22 ปี ซึ่งมันเกิน 1 ใน 3 ของช่วงอายุเรา ฉะนั้นในสมัยนี้เราอยากผลักดันนโยบายทุกอย่างให้จบ