เชียงใหม่กำลังขยับโครงสร้างคมนาคมครั้งสำคัญ เมื่อโครงการรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) สายสีแดง เดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนการศึกษารายละเอียดและออกแบบ เพื่อแก้ปัญหารถติด ลดฝุ่น PM 2.5 และวางรากฐานสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเดินหน้าโครงการ เส้นทางส่วนต่อขยายของ LRT สายสีแดง กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญ เมื่อภาคเอกชนเสนอให้ปรับแนวเส้นทางจากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ไปสู่อำเภอหางดง โดยชี้ว่าตอบโจทย์การใช้งานจริงและคุ้มค่าการลงทุนมากกว่า
รฟม.ลุยระบบรางแม่เหียะ
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (การปฐมนิเทศโครงการ) งานศึกษารายละเอียดความเหมาะสมและออกแบบ โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ โดยมีผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน ณ ห้องกัลป-ชัยพฤกษ์ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่
นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ (กลยุทธ์และแผน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ซึ่งเป็นแกนหลักของระบบ LRT ได้ทำการศึกษาและออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างทำ EIA (Environmental Impact Assessment) หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงคมนาคมพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 และส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ปรับปรุงแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ (สายสีแดง) ให้เชื่อมโยงไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี
โดยต่อมาคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้มีมติรับทราบผลการศึกษาเปรียบเทียบทางเลือกการดำเนินงานโครงการที่เหมาะสม และเห็นชอบในหลักการแนวคิดการพัฒนารูปแบบการเดินทางดังกล่าว พร้อมมอบหมายให้ รฟม. ดำเนินการศึกษารายละเอียดความเหมาะสมและออกแบบโครงการ โดยให้คำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุน และนำเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนต่อขยาย เชื่อมท่องเที่ยว
สำหรับส่วนต่อขยายช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร จำนวน 5 สถานี เชื่อมอุทยานหลวงราชพฤกษ์และเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยมีเป้าหมายเพิ่มทางเลือกการเดินทาง ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และลดมลพิษจากการคมนาคม
สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่สายสีแดง (ส่วนต่อขยาย) ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มีแนวเส้นทางเบื้องต้นเริ่มที่ แยกแม่เหียะสมานสามัคคี วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 108 จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกพืชสวนโลก วิ่งไปตามทางหลวงชนบท ชม.3028 และตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 121 ที่แยกราชพฤกษ์ ไปสิ้นสุดที่อุทยานราชพฤกษ์ บริเวณวงเวียนช้าง ซึ่งเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานรวมถึงมีความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่

รวมถึงสามารถลดการใช้รถยนต์โดยรวมบนท้องถนน จึงช่วยลดปริมาณมลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ได้อีกด้วย
นายสาโรจน์กล่าวว่า การประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (ปฐมนิเทศ) สำหรับการศึกษารายละเอียดความเหมาะสมและออกแบบโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะ-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายจากโครงการหลักช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี โดยตั้งเป้าเก็บข้อมูลเชิงลึกด้านวิศวกรรม การใช้ที่ดิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมุมมองประชาชน เพื่อวางรากฐานการตัดสินใจเชิงนโยบายและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะยาว
โดยจะเริ่มทำการศึกษาและออกแบบส่วนต่อขยายดังกล่าวภายในเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าจะใช้เวลาราว 1 ปีจึงจะแล้วเสร็จ หลังจากนั้นจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการทั้งระบบทันที

3.2 หมื่นล้าน วางเมืองระยะยาว
นายสาโรจน์กล่าวว่า ระบบขนส่งสาธารณะที่เหมาะสมกับเมืองเชียงใหม่ จากผลการศึกษาคือ ระบบรางเบา (Light Rail Transit : LRT) โดยโครงการ LRT สายสีแดงทั้งระบบใช้งบฯลงทุนรวมประมาณ 32,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการหลัก ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ราว 30,000 ล้านบาท และส่วนต่อขยาย แยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ราว 2,000 ล้านบาท ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) อัตราความจุผู้โดยสาร 300 คน รองรับผู้โดยสาร 20,000-30,000 คนต่อวัน คาดเริ่มก่อสร้างปลายปี 2570 และเปิดให้บริการราวปี 2574
สำหรับส่วนต่อขยายถือเป็นการวางโครงสร้างเมืองให้รองรับการขยายตัวในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะย่านแม่เหียะ-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ที่กำลังกลายเป็นโซนพัฒนาศักยภาพสูง ทั้งด้านท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย และเศรษฐกิจใหม่

“แม่เหียะ-หางดง” คนเยอะกว่า
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชน โดยหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เสนอปรับเส้นทางส่วนต่อขยาย ระบบราง LRT สายสีแดง ลูปเชื่อม รพ.นครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ให้ขยายเส้นทางไปถึงพื้นที่อำเภอหางดง เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารและสอดรับกับแนวทาง Park and Ride แทนที่จะใช้เส้นทางเลี้ยวสู่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ปรับแนวเส้นทางส่วนต่อขยายไปยังอำเภอหางดง แทนเส้นทางสู่อุทยานหลวงราชพฤกษ์
นายสุกฤษ กระแสสุข กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า เส้นทางส่วนต่อขยายต่อจากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี ที่จะมีมูลค่าลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ควรพิจารณาปรับเส้นทางตรงสู่อำเภอหางดงที่มีหมู่บ้านจัดสรรและความคับคั่งของจราจรสูง
รวมถึงจะมีผู้ใช้บริการสูงกว่าเส้นทางส่วนต่อขยายแยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ และจะสามารถพัฒนาพื้นที่ Park and Ride ได้ง่าย ลดจำนวนรถส่วนตัวเข้าสู่ในตัวเมืองได้ในเชิงเปรียบเทียบด้านพัฒนาศักยภาพสูง ทั้งด้านท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย และเศรษฐกิจใหม่
ทั้งนี้ เส้นทางอำเภอหางดงมีการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรรและความหนาแน่นของการจราจรสูง เป็นแหล่งต้นทางการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก หากระบบรางเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าว จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงกว่า และช่วยลดปริมาณรถส่วนตัวที่เข้าสู่เมืองได้จริง
ข้อเสนอแม่เหียะ-หางดง ยังเอื้อต่อการพัฒนา Park and Ride มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางสู่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เนื่องจากมีพื้นที่รองรับการจอดรถ และสามารถเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางจากรถส่วนตัวสู่ระบบราง ก่อนเข้าสู่เขตเมืองชั้นใน แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ และการแก้ปัญหารถติด-PM 2.5 อย่างเป็นระบบ

โจทย์ใหญ่คือออกแบบเมือง
การถกเถียงเรื่องแนวเส้นทาง LRT สายสีแดง สะท้อนให้เห็นว่า เชียงใหม่ไม่ได้กำลังตัดสินใจแค่เรื่องคมนาคม แต่กำลังก้าวเข้าสู่การออกแบบโครงสร้างเมืองใหม่ และคือการเลือกทิศทางการพัฒนาเมืองในระยะยาว จากการพัฒนาเพื่อรองรับการท่องเที่ยว สู่การพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนเมืองเป็นศูนย์กลาง โดยเส้นทางสู่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ คือการเสริมศักยภาพด้านท่องเที่ยว ขณะที่เส้นทางสู่อำเภอหางดง คือ การจัดการการเดินทางของคนส่วนใหญ่ และคือการจัดการการเดินทางของคนเมืองในชีวิตประจำวัน
สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า LRT เชียงใหม่ จะเป็นเพียงโครงการโครงสร้างพื้นฐาน หรือจะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการ “เปลี่ยนโครงสร้างเมือง” สู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
เป็นการกำหนดทิศทางอนาคตของเมืองเชียงใหม่ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า