RTC แบกต้นทุนไม่ไหว หยุดวิ่งชั่วคราว ปรับทัพสู่ EV เชื่อม “อาเขต-เซ็นเฟสฯ”
วิกฤตต้นทุนพ่นพิษ RTC เชียงใหม่ ประกาศส่งคืนรถบัสแก๊สเดิม-หยุดวิ่งชั่วคราว 1-2 เดือน แก้เกมพลิกฟื้นธุรกิจ ลุย EV Bus นำร่อง 3 คัน ด้วยงบลงทุนตัวรถและระบบชาร์จรวมกว่า 5.6 ล้านบาท เร่งยื่นขยายเส้นทางเชื่อม “อาเขต-เซ็นทรัล เชียงใหม่ (เซ็นเฟสฯ) และอัปสปีดความถี่ทุก 15-20 นาที หวังชิงเค้กผู้โดยสารสนามบิน ดึง Traffic คนเมืองกลับมาใช้บริการอย่างยั่งยืน
จากสถานการณ์ความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจขนส่งมวลชนในจังหวัดเชียงใหม่ ล่าสุด ผู้บริหารรถบัสสาธารณะ RTC ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์การแบกรับต้นทุนที่วิกฤตหนัก จนต้องตัดสินใจเตรียมส่งคืนรถบัสแก๊สชุดเดิมที่ทำสัญญาเช่าซื้ออยู่ และจำเป็นต้องประกาศหยุดวิ่งให้บริการชั่วคราว เพื่อเร่งปรับกลยุทธ์ธุรกิจและเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
แบกต้นทุนพลังงานไม่ไหว รายรับสวนทางรายจ่าย
นายฐาปนา บุณยประวิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเจียนนอล ทรานซิท โคเปอร์เรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการ RTC Chiang Mai City Bus (รถเมล์ RTC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ผู้โดยสารที่เดินทางลดลงอย่างมากในทุกเส้นทาง ในขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานกลับสวนทาง โดยเฉพาะ “ค่าแก๊ส NGV” ที่เป็นต้นทุนหลัก
ปัจจุบันรถบัสที่วิ่งอยู่ 4 คัน มีค่าแก๊สสูงถึงคันละประมาณ 1,200 – 1,500 บาทต่อวัน (วิ่งตั้งแต่ 07.00 น. – 18.30 น. รวมประมาณ 7 เที่ยวต่อวัน) เมื่อรวมกับค่าแรงพนักงานขับรถอีกคันละ 700 บาทต่อวัน ทำให้ต้นทุนคงที่ต่อคันตกวันละกว่า 2,000 บาท
แต่ในทางกลับกัน รายได้จากการวิ่งรถ 7 เที่ยวนั้นกลับไม่ถึง 2,000 บาทต่อวัน ส่งผลให้รายรับที่ได้คิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายเท่านั้น โดยที่ผ่านมาทางผู้บริหารต้องนำกระแสเงินสดส่วนตัวมาอุดหนุนระบบเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000 บาท ต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปีแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ตัวรถไม่สามารถทำรอบวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพบว่าในจังหวัดมีปั๊มแก๊สให้บริการเพียงแห่งเดียวเท่านั้น และมีปัญหาต้องปิดปรับปรุงซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ทั้งในช่วงเช้าและช่วงบ่าย ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ระบบตารางเวลาเดินรถ (Timetable) เสียหายและขาดความต่อเนื่อง

ส่งคืนรถบัสเดิม-ดึง EV แก้เกม
นายฐาปนา กล่าวต่อว่า จากภาวะขาดทุนสะสมและความไม่คุ้มค่าในการบริหารจัดการตัวรถเดิม ทาง RTC จึงได้ตัดสินใจทำเรื่องส่งคืนรถบัสชุดเดิมที่เช่าซื้อมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขกับทางไฟแนนซ์ และคาดว่าจะเริ่มทยอยให้พนักงานขับรถนำรถไปส่งคืนภายในสัปดาห์หน้า (อยู่ระหว่างพิจารณาสถานที่ส่งคืนระหว่างกรุงเทพฯ หรือขอนแก่น)
ทั้งนี้ แผนการดำเนินงานต่อไปของ RTC จะทำการชะลอและหยุดวิ่งบริการชั่วคราวเป็นเวลาประมาณ 1 – 2 เดือน เพื่อเตรียมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และปรับฝูงรถ (Fleet) ไปสู่การใช้รถบัสไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหาด้านต้นทุนพลังงานอย่างเบ็ดเสร็จและยั่งยืน
โดยปัจจุบันแผนงานดังกล่าวมีความคืบหน้าและความมั่นใจแล้ว 60% ซึ่งปัจจัยสำคัญจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติสินเชื่อจากทางไฟแนนซ์ (Finance) อย่างไรก็ตาม ทาง RTC ได้มีการแจ้งและสื่อสารให้ประชาชนทราบผ่านทางเพจหลักแล้วว่า “ไม่ได้หยุดให้บริการถาวร แต่เป็นการขอหยุดวิ่งชั่วคราวเพื่อปรับเปลี่ยนไปใช้รถพลังงานสะอาด”
ลุยเฟสแรก ลงทุน EV 3 คัน-ปรับเส้นทางเพิ่มความถี่
นายฐาปนา ได้กล่าวถึงโครงสร้างใหม่เพื่อดึงดูดผู้โดยสารให้กลับมาหนาแน่นอีกครั้งหลังการกลับมาเปิดให้บริการ โดยมีรายละเอียดงบลงทุนและแนวทางหลัก 3 ด้าน คือ
1.ลงทุนนำร่องระบบเช่าซื้อ EV Bus ในระยะแรกจะเริ่มทดลองใช้รถบัสไฟฟ้าจำนวน 3 คัน โดยทำสัญญาในลักษณะเช่าซื้อเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อทดสอบและพิสูจน์ตัวเลขการลดต้นทุนพลังงานรวมถึงค่าซ่อมบำรุง
สำหรับงบประมาณการลงทุนในเฟสแรกนี้ ตัวรถบัส EV มีมูลค่าคันละประมาณ 1.6 ล้านบาท (รวม 3 คัน เป็นเงิน 4.8 ล้านบาท) และมีงบลงทุนในส่วนของระบบสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า (EV Charger) อีกประมาณ 8 แสนบาท ทำให้งบรวมการลงทุนเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 5.6 ล้านบาท
2.ขยายเส้นทางยุทธศาสตร์ มีแผนจะขอขยายเส้นทางวิ่งเชื่อมต่อไปยัง สถานีขนส่งอาเขต และเซ็นทรัล เชียงใหม่ (เซ็นทรัลเฟสติวัล)เพื่อรองรับและเชื่อมต่อกลุ่มผู้โดยสารที่เดินทางมาจากสนามบินโดยตรง ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นลูกค้าหลักของ RTC คิดเป็นสัดส่วนถึง 20% โดยได้ยื่นเรื่องไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่แล้ว อยู่ระหว่างรอการพิจารณาอนุมัติเส้นทาง
3.เพิ่มความถี่เพื่อดึง Traffic โดยวางเป้าหมายในระยะถัดไปที่จะเพิ่มจำนวนรถให้ครบ 6 คัน เพื่อทำความถี่ในการเดินรถให้ได้ทุก 15-20 นาทีต่อคัน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดระยะเวลาการรอคอยและดึงดูดให้ผู้โดยสารกลับมาเลือกใช้บริการเพิ่มขึ้น
นายฐาปนา กล่าวด้วยว่า การประกาศหยุดวิ่ง 1-2 เดือนต่อจากนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการปรับโมเดลธุรกิจของ RTC เพื่อเซ็ตระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้สอดรับกับต้นทุนและพฤติกรรมผู้โดยสาร เพื่อให้สามารถกลับมาให้บริการขนส่งมวลชนเมืองเชียงใหม่ได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
