Skip to content

เชียงใหม่เผชิญวิกฤต ‘ฝาชีครอบเมือง’ อากาศปิดตายในแอ่งกระทะ เผาวอดเฉียด 9 แสนไร่

01 เม.ย. 2569 | 16:24น.
เชียงใหม่เผชิญวิกฤต ‘ฝาชีครอบเมือง’ อากาศปิดตายในแอ่งกระทะ เผาวอดเฉียด 9 แสนไร่

​ฝุ่นควันเชียงใหม่ยังวิกฤต ผจญสภาวะ “ฝาชีครอบเมือง” หลังพบ 2 ปัจจัยลบทางธรรมชาติที่มาบรรจบกัน ทั้งสภาวะอากาศปิดตายและกระแสลมตะวันตกที่กลายเป็นตัวเร่งไฟ เผยข้อมูลดาวเทียม OroraTech x GEOSAT พบพื้นที่เผาไหม้พุ่งทะลุเฉียด 9 แสนไร่ ส่งผลสภาพอากาศปิดตายในแอ่งกระทะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ฝุ่นควันเชียงใหม่ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต เมื่อลมแรงไม่ได้ช่วยไล่ฝุ่น แต่กลับเพิ่มระดับความรุนแรงจากการโหมการเผาป่าท่ามกลางสภาวะอากาศปิดตาย ซึ่งจากการตรวจสอบดัชนีระบายอากาศ (Ventilation Index – VI) พบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีค่าต่ำกว่า 10,000 หน่วย บ่งชี้ถึงสภาวะอากาศที่นิ่งสนิท ซึ่งในทางอุตุนิยมวิทยาเรียกว่า Temperature Inversion (อุณหภูมิผกผัน) หรือปรากฏการณ์ที่อากาศร้อนลอยทับอากาศเย็นใกล้พื้นดิน ทำหน้าที่เหมือน “ฝาชีครอบเมือง” กักขังฝุ่น PM 2.5 และมลพิษไม่ให้ลอยตัวสูงขึ้นหรือกระจายออกไปได้

ในสภาวะเช่นนี้ค่าฝุ่น PM 2.5 จะพุ่งสูงเกินมาตรฐานอย่างรวดเร็ว ทัศนวิสัยคล้ายหมอกหนาแต่จริง ๆ แล้วคือฝุ่นพิษ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

ลมตะวันตก “ดาบสองคม” ตัวเร่งไฟป่า

ดร.เจน ชาญณรงค์ รองประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ข้อมูลความเร็วลมที่สนามบินเชียงใหม่ พบว่าในช่วงบ่ายลมพุ่งสูงขึ้นถึง 10 นอต (ประมาณ 18 กม./ชม.) ซึ่งปกติควรช่วยระบายฝุ่น แต่ในฤดูกาลนี้ลมพัดมาจากทิศตะวันตก (ทางแม่ฮ่องสอนและชายแดน) จึงกลายเป็นตัวโหมให้ไฟป่าที่เกิดขึ้นลุกลามอย่างรวดเร็วและดับได้ยากขึ้น

มหกรรมการเผาป่าภาคเหนือ

ดร.เจน กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ซ้ำเติมคือ การชะลอเผา จนกลายเป็นการเริ่มเผาป่าพร้อมกันในหลายพื้นที่ภาคเหนือ (มหกรรมการเผาป่า) เมื่อมาประจวบเหมาะกับสภาพอากาศที่ระบายฝุ่นได้น้อยและมีลมกระโชกแรงในช่วงบ่าย จึงทำให้สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นควันขยายวงกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้ในระยะนี้

เผาวอดเฉียด 9 แสนไร่

ทั้งนี้ จากสถิติ Hotspot ​ข้อมูลจาก CCDC มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (OroraTech x GEOSAT) เผยภาพดาวเทียมพื้นที่เผาไหม้ (Burned Area) ในเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา พุ่งทะลุ 1,411 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 875,000 ไร่

โดยพบการเผาซ้ำหนาแน่นในแนวป่าเขาทางทิศตะวันตกและตอนเหนือ ลามต่อเนื่องลงมาถึง อ.แม่แจ่ม – ฮอด – ดอยเต่า เชื่อมโยงพื้นที่ป่าชายแดน (เมียนมา) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดไฟข้ามแดน และเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นขนาดใหญ่ที่ไหลเข้าสู่ตัวเมือง

ทั้งนี้ พื้นที่เผาไหม้จำนวนมาก ปล่อยฝุ่นขนาดเล็ก (PM 2.5) ควันสะสมในแอ่งกระทะเชียงใหม่ ระบายออกยาก ทำให้เกิด “Smog Dome” หรือโดมควันคลุมเมือง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะในเมือง แต่ต้นเหตุหลักอยู่ในพื้นที่ป่า โดยลักษณะไฟ “กระจายตัวเป็นหย่อม” บ่งชี้ว่าเกิดจากหลายกิจกรรม เช่น การเผาเพื่อเกษตร, การล่าสัตว์ / หาของป่า ส่วนไฟป่าธรรมชาติ (ส่วนน้อย)

สอดคล้องกับรายงานจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เชียงใหม่ รอบเช้าวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยจากการสแกนของดาวเทียม (NOAA, S-NPP และ MODIS) พบจุดความร้อน (Hotspot) รวมกันสูงถึง 453 จุด (ยอดรวม Multi-Sensor จากทุกดาวเทียม) หนักที่สุดในเขตอำเภอดอยเต่า ดอยสะเก็ด และสะเมิง