ชูวิจัย “ขนส่งฯออกแบบได้” ดึง EV Bus เชียงใหม่ นำร่องแก้จราจร 2 ย่านวิกฤต
ชูโมเดลงานวิจัย “ขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ออกแบบได้” ใช้กระบวนการ Service Design เอกซเรย์พฤติกรรม 2 ย่านวิกฤตที่มีคนทะลัก 3 แสนคน/วัน ต่อยอดบริการ EV Bus ของ อบจ. นำร่อง Shuttle Bus สันทราย-แก้วนวรัฐ ช่วยลดรถเข้าเมือง 500 คัน/วัน พร้อมเดินหน้าเฟส 3 พัฒนาจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง เชื่อมโครงข่ายขนส่งเมืองยั่งยืน
นายสามารถ สุวรรณรัตน์ นักวิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ควบคู่กับปัญหาการจราจรติดขัดสะสมที่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ เมืองเชียงใหม่กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งการวางเส้นทางรถวิ่งไม่ได้ถูกกำหนดจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่จุดเปลี่ยนที่ว่าก็คือ การนำข้อมูลพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการออกแบบ
โครงการวิจัย “ขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ออกแบบได้” ซึ่งเกิดจากการผนึกกำลังระหว่าง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.), องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่, สภาพลเมือง, สภาลมหายใจเชียงใหม่ และเครือข่ายนักวิชาการ จึงถูกผลักดันขึ้นเพื่อสร้างโมเดลการเดินทางที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงและสร้างสิทธิการเดินทางอย่างเท่าเทียมให้คนเมือง
ปักหมุด 2 ย่านหนาแน่น
นายสามารถ กล่าวว่า จากการศึกษาและสำรวจข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ พบสถิติที่น่าสนใจว่า มี 2 โซนหลักที่มีการกระจายตัวและมีผู้คนหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนสูงมากรวมกันถึง 300,000 คนต่อวัน คือ
1.ย่านแก้วนวรัฐ ศูนย์กลางด้านการศึกษาและสุขภาพ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนขนาดใหญ่หลายแห่ง (รร.ปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย, รร.ดาราวิทยาลัย) ร่วมด้วย ม.พายัพ, รพ.แมคคอร์มิค และสถานีขนส่งอาเขต มีปริมาณคนหมุนเวียนสูงถึง 100,000 – 130,000 คน/วัน
2.ย่านสวนดอก-นิมมานฯ ย่านเศรษฐกิจและการรักษาพยาบาลสำคัญ (รพ.มหาราชนครเชียงใหม่, ตลาดต้นพยอม, ถนนนิมมานหมินท์) มีผู้คนหมุนเวียนกว่า 100,000 คน/วัน
ปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักในสองย่านนี้ อยู่บนข้อจำกัดของกายภาพถนนที่ไม่สามารถขยายได้เพิ่มแล้ว ได้กลายเป็น “ต้นทุนชีวิต” ที่คนเมืองต้องแบกรับ ทั้งเสียเวลาในการเดินทาง และเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กนักเรียนหรือผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัว ดังนั้น การมีระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงง่ายและครอบคลุมจึงไม่ใช่แค่เรื่องแก้รถติด แต่ยังเป็นการคืนคุณภาพชีวิตให้คนเชียงใหม่อีกด้วย
สร้างจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง
นายสามารถ ระบุว่า เพื่อตอบโจทย์สายสัมปทานรถไฟฟ้า EV Bus ของ อบจ. เชียงใหม่ (สาย 18 และสาย 20) โครงการได้นำกระบวนการ Service Design (การออกแบบบริการ) เข้ามาเติมเต็ม โดยวาง Roadmap การดำเนินงานออกเป็น 3 เฟส เพื่อพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ โดยเฟส 1 – 2 (เอกซเรย์เมืองและฟังเสียงผู้ใช้จริง) ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว มีการลงพื้นที่จัดเวทีประชาคมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม ทั้งนักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ชุมชน และภาคท่องเที่ยว เพื่อนำข้อมูลพฤติกรรมมาปรับเส้นทางและจุดจอดให้ตรงกับชีวิตประจำวัน และเฟส 3 (พัฒนา Interchange Area) เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน 2569 มุ่งเน้นการออกแบบและสร้าง “จุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง” (Interchange Area) ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างรถ EV Bus กับขนส่งระบบอื่นๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

ลดรถเข้าเมือง 500 คัน/วัน
นายสามารถ กล่าวต่อว่า ความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมล่าสุด นำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่าง อบจ. เชียงใหม่, โรงเรียนในย่านแก้วนวรัฐ และเทศบาลนครเชียงใหม่ ในการพัฒนาระบบรับ – ส่งนักเรียน เพื่อลดความแออัดบริเวณหน้าโรงเรียน ทั้งนี้โครงการรถ EV Bus ของ อบจ.เชียงใหม่ จะจัดบริการ EV Bus-Shuttle Bus เสริมรอบวิ่งพิเศษช่วงเช้าและเย็น โดยกำหนดจุดจอดและจุดเปลี่ยนถ่ายใหญ่บริเวณนอกเมือง ณ เมต้า มอลล์ (Meta Mall สันทราย) เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถจอดรถไว้นอกเมือง แล้วให้นักเรียนเดินทางต่อเข้าสู่ย่านโรงเรียนด้วยรถ EV Bus ของ อบจ.เชียงใหม่ คาดว่าจะช่วยลดปริมาณรถยนต์ส่วนตัวเข้าสู่ย่านแก้วนวรัฐได้มากถึง 500 คันต่อวัน โดยมีกำหนดเปิดทดลองวิ่งจริงในช่วงเดือนตุลาคม 2569
ขณะเดียวกัน ในย่านสวนดอก ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เตรียมปรับปรุงพื้นที่จุดพักคอยด้านหน้า ให้เป็นตู้ Commuter ติดแอร์ขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความสะดวกสบาย รองรับการเป็นจุด Interchange Area เชื่อมต่อการเดินทางของประชาชน
เชื่อมโครงข่ายตั๋วสวัสดิการ
นายสามารถ กล่าวอีกว่า เป้าหมายระยะยาวของโครงการ ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถ EV Bus 2 สายในราคาตั๋วสวัสดิการ 20 บาทของ อบจ. เท่านั้น แต่มุ่งพัฒนาจุดเปลี่ยนถ่าย (Interchange Area) ให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบขนส่งเดิม ทั้งรถสองแถวและระบบขนส่งเอกชนหมวดอื่นๆ ได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่ยั่งยืน ผ่านการจัดตั้งพื้นที่กลางอย่าง “สภาสิทธิการเดินทาง” เพื่อให้ประชาชนชาวเชียงใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และกำหนดทิศทางระบบขนส่งเมืองร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้น เกิดประโยชน์สูงสุดและตอบโจทย์คนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
