UPOV 1991 โครงการหลวงหมอกจ๋ามมอง ดี-ไม่ดี ขึ้นกับชนิดพืช
หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ให้ความเห็นต่อกรณี UPOV 1991 หรือ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ว่าดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับชนิดพืช
นายอรรณพ เปรมัษเจียร หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม แสดงความเห็นต่อกรณีการเข้าร่วม UPOV 1991 กับประชาชาติธุรกิจ โดยระบุว่า มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับชนิดพืชและบริบทของพื้นที่
ตนมองว่ามีทั้งข้อดีและไม่ดี ต้องดูว่าเป็นพืชของแต่ละท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วหรือไม่ เช่น เมล็ดข้าว หากมีพันธุ์ในพื้นที่อยู่แล้ว ถ้ามีการควบคุม ชาวบ้านอาจเก็บเมล็ดไปปลูกต่อไม่ได้หรือถูกจำกัด ทำให้ต้องซื้อเมล็ดใหม่
แต่ในบางพื้นที่ที่ต้องนำเข้า หรือต้องซื้อจากตัวแทน ถ้ารัฐเข้ามากำหนดแนวทางให้ดี ทำให้ได้พันธุ์ในราคาถูกลงกว่าที่ชาวบ้านไปซื้อเอง ก็เป็นสิ่งที่ดี
นายอรรณพกล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางของโครงการหลวง คือการให้พันธุ์พืชกับเกษตรกร โดยโครงการหลวงเป็นผู้วางแผนว่าพืชชนิดใดเหมาะสมกับพื้นที่ และประสานผ่านส่วนกลางและฝ่ายเมล็ดพันธุ์ไปยังบริษัท เพื่อนำเมล็ดพันธุ์เข้ามาขยายและพัฒนาร่วมกับชาวบ้าน
ถ้าชาวบ้านได้เมล็ดมาจากส่วนที่ตัวเองปลูก ก็สามารถปลูกต่อได้เลย เพราะหน่วยงานเป็นผู้จัดหาให้ ซึ่งก็คล้ายกึ่งควบคุมเหมือนที่จะทำ แต่ของตนมีแผนตลาดและแผนลูกค้ารออยู่แล้ว จึงพยายามให้พอดีกับปริมาณความต้องการของตลาดโครงการหลวงในแต่ละพืช
“ถ้ามีการควบคุม ก็อาจเป็นข้อจำกัดบางส่วน พืชบางอย่างหากควบคุมก็น่าจะดี แต่บางอย่างที่เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านซึ่งทำกันอยู่แล้ว ก็อาจไม่ต้องควบคุมก็ได้”
ทั้งนี้ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว ได้ระบุว่า ประเด็นข้อถกเถียงเรื่อง UPOV 1991 (อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่) ถือเป็นหนึ่งในวาระทางสังคมและการเมืองที่กำลังถูกโต้เถียงในประเทศไทย เนื่องจากเป็นจุดปะทะโดยตรงระหว่างพันธสัญญาทางการค้าระหว่างประเทศ กับความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตดั้งเดิมของเกษตรกรรายย่อย