‘ดร.เกษม’ ชี้ ปลาหมอคางดำบุก ‘ลำปาว’ ช่วงน้ำหลากส่อแพร่กระจายสู่ลำน้ำสาขา ทุบเศรษฐกิจ 2,500 ล้าน
เตือนภัยฤดูน้ำหลาก “ปลาหมอคางดำ” บุกยึดอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ม.กาฬสินธุ์ จี้รัฐยกระดับแก้ปัญหาเชิงรุกก่อนแพร่สะพัดลุ่มน้ำชี-พอง สะเทือนเศรษฐกิจสัตว์น้ำ 2,500 ล้านพังพินาศ
การแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” หรือเอเลี่ยนสปีชีส์สายพันธุ์คุกคาม รุกรามเข้าสู่แหล่งน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสานอย่าง “อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว” จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีพื้นที่รับน้ำฝนกว่า 5,960 ตารางกิโลเมตร
ดร.เกษม เชตะวัน หัวหน้าศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทดสอบสมรรถนะวิชาชีพ และอาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงฉากทัศน์ความเสี่ยงช่วงฤดูน้ำหลาก ผลกระทบเชิงนิเวศวิทยา ตลอดจนมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจฐานราก หากภาครัฐยังไร้มาตรการสกัดกั้นเชิงรุกในภาคปฏิบัติ
เปิดพิกัดยึดอ่างลำปาว “คลื่นลมเปลี่ยนทิศ” ตัวเร่งกระจายทั่วพื้นที่
ดร.เกษม เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่รับน้ำของเขื่อนลำปาวในปัจจุบัน พบการกระจายตัวของปลาหมอคางดำเป็นจุดๆ โดยส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งทิศเหนือและทิศตะวันออก ขณะที่ฝั่งทิศตะวันตกและทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามริมตลิ่งยังไม่ค่อยพบเจอ
สาเหตุสำคัญมาจากทิศทางลมในช่วงต้นถึงกลางฤดูฝน ซึ่งพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ฝูงปลาถูกคลื่นลมพัดไปกระจุกตัวอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงใหญ่หลวงกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล
“พอลมเปลี่ยนทิศช่วงเดือนตุลาคมเข้าสู่ฤดูหนาว ลมเหนือจะพัดย้อนกลับจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ คลื่นลมช่วงต้นฤดูหนาวจะมีความแรงมาก ฝูงปลาหมอคางดำที่อยู่ริมฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ตัวที่ทนคลื่นลมไม่ไหวหรืออยู่ห่างตลิ่ง จะถูกคลื่นซัดกลับมายังฝั่งตรงข้าม ทำให้เกิดการกระจายตัวแผ่ขยายไปทั่วอ่างเก็บน้ำลำปาว”
ปัจจัยที่จะกำหนดว่าปลาจะกระจายตัวมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณของฝูงปลาในฝั่งต้นทาง รวมถึงความแรงของคลื่นลม แต่แม้จะหลุดรอดมาเพียงจำนวนน้อย ก็สามารถแพร่พันธุ์ขยายปริมาณได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากปลาหมอคางดำสามารถวางไข่ได้ตลอดเวลา
ยึดอ่างนานเกิน 1 ปี สัญญาณเตือนลูกปลาหลุดลงลุ่มน้ำสาขา
ในเชิงกายภาพ เขื่อนลำปาวเกิดจากการกั้นลำน้ำหลัก 2 สาย คือ ลำน้ำปาว และ ลำห้วยยาง โดยมีร่องน้ำกว้างใหญ่แทงยาวไปทางจังหวัดสกลนคร อุดรธานี และอำเภอท่าคันโท แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานการพบปลาหมอคางดำในลุ่มน้ำปาวใต้เขื่อน (พื้นที่รับน้ำในอำเภอยอดนิยมอย่าง ยางตลาด, กมลาไสย, อำเภอเมือง และร่องคำ) แต่ข้อมูลทางชีววิทยาและการลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชนริมอ่างยืนยันตรงกันว่า ปลาหมอคางดำยึดพื้นที่ในอ่างเก็บน้ำลำปาวมานานกว่า 1 ปีแล้ว พิจารณาได้จากตัวอย่างปลาที่พบซึ่งมีครบทุกช่วงวัย ตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์ตัวใหญ่ ปลาไซซ์กลาง ไปจนถึงลูกปลาขนาดเล็ก
ส่วนประเด็นการหลุดรอดลงสู่ลุ่มน้ำสาขานั้น ดร.เกษม ระบุตามหลักการเคลื่อนตัวของปลาว่า มีความเชื่อว่าลูกปลาและปลาหมอคางดำบางส่วนได้หลุดรอดไปตามคลองส่งน้ำชลประทานที่กระจายไปตามทุ่งนาเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะไหลลงสู่ลำน้ำปาว ลำน้ำพาน และมุ่งหน้าสู่แม่น้ำชีที่บ้านปาวโตน อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์
เส้นทางของมวลน้ำนี้จะไหลผ่านมหาสารคาม ยโสธร ไปบรรจบกับลำเซบายและแม่น้ำมูลที่จังหวัดอุบลราชธานี เพียงแต่ที่ผ่านมาเกษตรกรและชุมชนยังไม่ทันสังเกตเห็น หรือไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้ จนกระทั่งมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อมัลติมีเดียที่สร้างความตื่นตัวในปัจจุบัน

วิวัฒนาการเปลี่ยนสี “ตัวเหลืองทุย” พรางตาทำชาวบ้านเข้าใจผิด
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่มองข้ามการระบาดในระยะแรก เป็นเพราะ “วิวัฒนาการการปรับตัวทางกายภาพของปลา” ซึ่งเปลี่ยนไปจากภาพจำเดิม
“สีของปลาหมอคางดำในกาฬสินธุ์ตอนนี้ยอมรับกันหมดแล้วว่าเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นสีดำเข้มแบบแถบสมุทรสาคร สมุทรสงคราม หรือสมุทรปราการ ซึ่งน้ำมีความเค็มและคุณภาพน้ำต่างกัน มาเป็นตัวสีดำออกเหลืองทุยๆ เปรียบเหมือนปลาดุกภาคกลางที่คนอีสานซื้อมาเลี้ยงในบ่อดินสักพัก ตัวปลาก็จะปรับสีกลายเป็นสีเหลืองทุย”
เนื่องจากเขื่อนลำปาวเป็นพื้นที่รับน้ำหลาก น้ำจึงมีลักษณะขุ่นเหลือง ปลาหมอคางดำจึงปรับตัวทางสรีรวิทยาให้เข้ากับสภาพแวดล้อม (Phenotypic Adaptation) ถ้าน้ำใสตัวปลาจะสีเข้ม ถ้าน้ำขุ่นเหลืองตัวปลาจะออกสีเหลืองทุย เมื่อสีเปลี่ยนไปบวกกับรูปร่างที่คล้ายปลานิลและปลาหมอ ทำให้ชาวบ้านนำไปทำอาหารบริโภคตามปกติโดยไม่ทันตระหนักว่าเป็นสายพันธุ์รุกรานอันตราย
เช็กมูลค่าความเสียหาย ทุบเศรษฐกิจสัตว์น้ำกาฬสินธุ์ 2,500 ล้าน
แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีงานวิจัยหรือเอกสารทางวิชาการยืนยันระดับการเพิ่มขึ้นของประชากรปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกับ ม.กาฬสินธุ์ กำลังจัดทำโครงการเสนอขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อติดตามผลกระทบและปัจจัยการโตในแหล่งน้ำจืด แต่ในทางทฤษฎี หากปล่อยไว้โดยไม่มีปัจจัยควบคุมภายใน 3–5 ปีข้างหน้า ห่วงโซ่อาหารและอุตสาหกรรมประมงทั้งหมดจะพังทลาย
ดร.เกษม ได้ประเมินตัวเลขมูลค่าเศรษฐกิจสัตว์น้ำของจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมกันกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี ได้แก่
- ปลากระชังในลำน้ำปาว: เช่น ปลาช่อน, ปลาทับทิม ฯลฯ มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท/ปี หากคุณสมบัติของน้ำเปลี่ยน หรือมีปลาหมอคางดำเข้าปะปน
- กุ้งก้ามกรามบ่อดิน (สินค้า GI): ที่ใช้น้ำจากระบบคลองชลประทาน มูลค่าประมาณ 800 กว่าล้านบาท/ปี
- สัตว์น้ำเศรษฐกิจอื่นๆ: เช่น ปลาหมอ, ปลาดุก, กบ มูลค่าประมาณ 170–200 ล้านบาท/ปี
- ปลาท้องถิ่นธรรมชาติ: มูลค่าประมาณ 300 กว่าล้านบาท/ปี
“มูลค่าทางเศรษฐกิจสัตว์น้ำ 2,500 ล้านบาทนี้จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และนี่ยังไม่รวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปปลากลางน้ำ เช่น ปลาร้า ปลาแห้ง ตลอดจนธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ เวชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ทางการประมง ที่จะเสียหายตามกันไปเป็นโดมิโน”

เปิดทางเลือกเทคนิคกำจัด “ช็อตไฟฟ้า-ยาเบื่อ” ยอมเสียสละพื้นที่ส่วนน้อย
สำหรับข้อจำกัดด้านการใช้เครื่องมือประมงดั้งเดิมในสภาพน้ำเชี่ยวและน้ำลึกของเขื่อนลำปาว ดร.เกษม ระบุว่า มหาวิทยาลัยทำหน้าที่หลักในการเฝ้าติดตามและรายงานทิศทางการเคลื่อนตัว ส่วนการควบคุมและกำจัดต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ ร่วมกับเครือข่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวประมงพื้นบ้าน
ในเชิงเทคนิคทางวิชาการและการใช้นวัตกรรมหยุดการขยายพันธุ์ กรมประมงได้ผ่อนผันให้ใช้บางมาตรการได้ แต่ยังติดขัดเรื่องงบประมาณจัดซื้อและข้อกฎหมาย ซึ่งวิธีที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่:
- การใช้กระแสไฟฟ้าช็อต: แม้ดูรุนแรงแต่เป็นวิธีที่ควบคุมพื้นที่ได้
- การใช้ยาเบื่อเมาจำกัดบริเวณ: กักบริเวณฝูงปลาแล้วใช้สารจับกุม
- การส่งเสริมการแปรรูปเป็นอาหารท้องถิ่น: เพื่อดึงประชาชนเข้ามาช่วยตัดวงจร
เมื่อถามถึงผลกระทบต่อปลาท้องถิ่นจากการใช้ไฟฟ้าช็อตหรือยาเบื่อ ดร.เกษม อธิบายว่า
“กระทบแน่นอน แต่ทรัพยากรสัตว์น้ำเป็น Renewable Resource (ทรัพยากรที่ฟื้นคืนกลับมาได้) หากยังไม่ถึงจุดวิกฤต ปลาหมอคางดำไม่ได้กระจายทั่วพื้นที่แต่พบบางจุดเป็นกลุ่มก้อน และไม่ได้อยู่ในน้ำลึก เราใช้วิธีการกั้นอาณาเขตก่อน แล้วกำจัดเฉพาะจุดนั้น ยอมเสียสละปลาพื้นถิ่นบริเวณนั้นนิดหน่อยเพื่อปกป้องพื้นที่ส่วนใหญ่ แล้วค่อยให้กรมประมงเพาะพันธุ์ปลาพื้นถิ่นมาปล่อยคืนทีหลัง หลักการสำคัญตอนนี้คือต้องลดจำนวนปลาหมอคางดำให้ได้มากที่สุด”
ของบเฝ้าระวัง 20–30 ล้าน ชี้ “ข้อเสนอเชิงพาณิชย์” ไม่คุ้มทุนเศรษฐกิจ
ในการขับเคลื่อนกลไกการทำงาน ดร.เกษม เผยว่า ในส่วนของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ได้เสนอขออนุมัติงบประมาณราว 20–30 ล้านบาท สำหรับการเฝ้าระวัง ติดตามวิวัฒนาการน้ำ และศึกษาการนำไปแปรรูป แต่ในส่วนงบปราบปรามของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ จะต้องใช้วิธีการลงพื้นที่ซึ่งใช้งบประมาณสูงกว่ามาก
พร้อมย้ำว่า “หน่วยงานรัฐเพียงหน่วยงานเดียวไม่มีทางควบคุมการระบาดได้ หากปราศจากการบูรณาการร่วมกับภาคประชาชน”
ส่วนข้อเสนอเชิงพาณิชย์ในการดึงอุตสาหกรรมแปรรูป เช่น โรงงานปุ๋ยชีวภาพ อาหารสัตว์ มารับซื้อปลาหมอคางดำในช่วงน้ำหลาก ดร.เกษม มองว่า “โมเดลนี้ใช้ได้ผลในพื้นที่ 3 สมุทร (สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ) เพราะมีปริมาณปลาระบาดหนัก แต่ในลุ่มน้ำปาวและภาคอีสาน ปริมาณหรือ Mass Product ยังมีไม่มากพอ จึงยังไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่จะเข้ามารับซื้อ”
สะท้อนความจริงถึงฝ่ายการเมือง หากละเลย ส่อเกิดวิกฤต
ดร.เกษม ได้ฝากข้อเสนอทิ้งทายถึงหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ อย่าง สทนช. กรมชลประทาน และฝ่ายกำหนดนโยบายทางการเมืองว่า ข้อมูลวิชาการและการวางแผนควบคุมการเปิด-ปิดประตูน้ำช่วงน้ำหลากมีครบถ้วนแล้ว เหลือเพียง “ความจริงจังทางการเมือง” ในการนำไปปฏิบัติ
“ตราบใดที่ยังแค่นั่งพูดจาให้ฟังดูดี แต่ภาคปฏิบัติไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่า สทนช. หรือกรมประมง ก็นำแผนไปขับเคลื่อนไม่ได้ รัฐบาลต้องจริงจังเพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริงในพื้นที่”
พร้อมกันนี้ ได้แสดงความห่วงใยต่อคำพูดของชาวบ้านบางส่วนที่มองว่า “มาเลย เดี๋ยวจะจับกินให้หมด” ว่าเป็นความคิดที่ประมาท เนื่องจากหากปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไรเลยภายใน 3–5 ปี เมื่อเกิดการระบาดตระหนกขึ้นมา ปลาน้ำจืดพื้นถิ่นที่อุดมสมบูรณ์จะสูญหาย เหลือเพียงปลาที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
“เมื่อความหลากหลายทางอาหารในภูมิภาคอีสานลดลง มันจะส่งผลกระทบต่อสภาวะความมั่นคงทางอาหาร ชาวประมงเดิมจะตกงานและอพยพย้ายถิ่นเข้าสู่เมืองใหญ่ เกิดปัญหาการแย่งงาน ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจจะพังทลายตามมาทั้งหมด นี่คือสิ่งที่นักวิชาการเป็นห่วงที่สุด” ดร.เกษม กล่าวสรุป
