เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เอกนิติ’ เผย ‘ศุภจี’ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ คุยภาคเอกชนรับมือ
Politics ‘เอกนิติ’ เผย ‘ศุภจี’ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ คุยภาคเอกชนรับมือ
รัฐบาลพับแผน ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้ผลศึกษาไม่คุ้ม เปลี่ยนไปพัฒนาระบบราง-ท่าเรือระนอง
Politics รัฐบาลพับแผน ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้ผลศึกษาไม่คุ้ม เปลี่ยนไปพัฒนาระบบราง-ท่าเรือระนอง
EXIM BANK ผลงาน Q2/69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.2 หมื่นล้าน ปรับกลยุทธ์ช่วย SMEs
Finance EXIM BANK ผลงาน Q2/69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.2 หมื่นล้าน ปรับกลยุทธ์ช่วย SMEs
จาก ”แสนสิริ” สู่ผู้นำประเทศ “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout
Real Estate จาก ”แสนสิริ” สู่ผู้นำประเทศ “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout
นายกฯ ถก เศรษฐา บนตึกไทยคู่ฟ้า รับคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ
Politics นายกฯ ถก เศรษฐา บนตึกไทยคู่ฟ้า รับคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ
‘อนุทิน’ ขอรอฟัง ‘ศุภจี’ รายงานผลเจรจาฉบับเต็ม หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าไทย 12.5%
Economic ‘อนุทิน’ ขอรอฟัง ‘ศุภจี’ รายงานผลเจรจาฉบับเต็ม หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าไทย 12.5%
จับตาศึกสายรัดสุขภาพ ‘Garmin’ ปะทะ ‘Whoop’
Tech จับตาศึกสายรัดสุขภาพ ‘Garmin’ ปะทะ ‘Whoop’
รัฐบาลสานต่อ Thailand Zero Dropout Plus มอบรางวัล ‘เศรษฐา’
Politics รัฐบาลสานต่อ Thailand Zero Dropout Plus มอบรางวัล ‘เศรษฐา’
คลังเคาะผู้จัดการ กยศ. ‘พิมพ์เพ็ญ’ เต็ง-รับโจทย์แก้หนี้การศึกษา
Finance คลังเคาะผู้จัดการ กยศ. ‘พิมพ์เพ็ญ’ เต็ง-รับโจทย์แก้หนี้การศึกษา
นายกฯ เปิดทำเนียบรับ รมว.กลาโหมจีน เร่งต่อยอดผลเยือนจีน สร้างกลไกความมั่นคงใหม่
Politics นายกฯ เปิดทำเนียบรับ รมว.กลาโหมจีน เร่งต่อยอดผลเยือนจีน สร้างกลไกความมั่นคงใหม่
ดูทั้งหมด

‘เอกนัฏ’ ปลื้มปี’68 เผาอ้อยลด จ่ายชดเชยตัดสด 3,800 ล้าน

03 ส.ค. 2568 | 07:22น.
fire-cane-field-mamanguape-paraiba-brazil

“เอกนัฏ” โชว์ผลงาน ลดเผาอ้อยแก้ฝุ่น PM 2.5 ลั่นปี’68 เหลือแค่ 14% ตอบแทนชาวไร่ จ่ายชดเชยตัดสดในอัตรา 69 บาทต่อตันอ้อย ถึงมือเกษตรกรใน 1-2 สัปดาห์ พร้อมต่อยอดดันใบอ้อยใช้ผลิตไฟฟ้า หมุนเงินกลับมาหนุนชาวไร่ สร้างระบบยั่งยืน ไม่ต้องง้องบประมาณรัฐ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปี 2568 ประเทศไทยสามารถลดการเผาอ้อยได้ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ เหลือเพียง 14% จากเดิมที่เคยมีสัดส่วนการเผาสูงถึง 30% ในปี 2567

โดยเป็นผลจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และสำคัญที่สุด เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ภายใต้แนวนโยบายส่งเสริมการตัดอ้อยสดแทนการเผา เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอย่างยั่งยืน

“นี่ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นข้อตกลงที่เราทำร่วมกันตั้งแต่ก่อนฤดูเก็บเกี่ยวปีที่ผ่านมา และเมื่อเกษตรกรทำตามสัญญา ลดการเผาอ้อยได้จริง รัฐบาลก็ต้องทำตามคำมั่นเช่นกัน โดยมีการจ่ายเงินสนับสนุนให้กับเกษตรกรที่ตัดอ้อยสดในอัตรา 69 บาทต่อตันอ้อย

ทั้งนี้ เงินที่โอนเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เป็นวันแรก มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับเงิน 77,044 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 55 ล้านตัน เป็นเงิน 3,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60.94% ของเกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงิน” นายเอกนัฏกล่าว

นายเอกนัฏกล่าวว่า ทั้งนี้ มาตรการนี้ไม่ได้ใช้เงินภาษีประชาชน เพราะรัฐบาลกำลังผลักดันให้มีการนำใบอ้อยไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า และหากขายไฟฟ้าได้ในราคาที่เหมาะสม รายได้บางส่วนก็จะหมุนกลับเข้ามาสู่กองทุนเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในฤดูกาลถัดไป ทำให้กลไกสนับสนุนนี้เป็นระบบที่ยั่งยืน ไม่ต้องขอเงินงบประมาณใหม่ทุกปี

อนาคตของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย ควรปรับเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตแบบเดิม ไปสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่เน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการผลิตต้องไม่สร้างมลพิษ และต้องมีมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิต “น้ำตาลสีเขียว” ที่มีการควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ไร่ถึงโรงงาน ไม่เผาอ้อย ไม่สร้าง PM 2.5 และสามารถใช้เป็นวัตถุดิบต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือวัสดุชีวภาพ (Bioplastic)

“อ้อยเป็นพืชเกษตรชนิดเดียวที่กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลโดยตรงตามกฎหมาย พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในการประสานความร่วมมือระหว่างเกษตรกร โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานรัฐ เรามีระบบการประชุมร่วมและกลไกการตรวจสอบที่ชัดเจน เช่น การกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่า ต้องเป็นอ้อยสด 100% ถึงจะได้รับการสนับสนุน ซึ่งปีนี้เกณฑ์เข้มงวดขึ้นจากเดิม เพื่อให้การจ่ายเงินเป็นธรรมและโปร่งใส”

นายเอกนัฏกล่าวว่า สำหรับฤดูเก็บเกี่ยวถัดไป กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าลดอัตราการเผาอ้อยค่าเฉลี่ยทั่วประเทศให้ต่ำกว่า 14% โดยอาศัยแรงจูงใจจากผลลัพธ์ของปี 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรสามารถปรับตัวและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จริง หากได้รับแรงสนับสนุนที่เหมาะสมจากภาครัฐ