Skip to content

‘เอกนัฏ’ ปลื้มปี’68 เผาอ้อยลด จ่ายชดเชยตัดสด 3,800 ล้าน

03 ส.ค. 2568 | 07:22น.
‘เอกนัฏ’ ปลื้มปี’68 เผาอ้อยลด จ่ายชดเชยตัดสด 3,800 ล้าน

“เอกนัฏ” โชว์ผลงาน ลดเผาอ้อยแก้ฝุ่น PM 2.5 ลั่นปี’68 เหลือแค่ 14% ตอบแทนชาวไร่ จ่ายชดเชยตัดสดในอัตรา 69 บาทต่อตันอ้อย ถึงมือเกษตรกรใน 1-2 สัปดาห์ พร้อมต่อยอดดันใบอ้อยใช้ผลิตไฟฟ้า หมุนเงินกลับมาหนุนชาวไร่ สร้างระบบยั่งยืน ไม่ต้องง้องบประมาณรัฐ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปี 2568 ประเทศไทยสามารถลดการเผาอ้อยได้ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ เหลือเพียง 14% จากเดิมที่เคยมีสัดส่วนการเผาสูงถึง 30% ในปี 2567

โดยเป็นผลจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และสำคัญที่สุด เกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ภายใต้แนวนโยบายส่งเสริมการตัดอ้อยสดแทนการเผา เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอย่างยั่งยืน

“นี่ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นข้อตกลงที่เราทำร่วมกันตั้งแต่ก่อนฤดูเก็บเกี่ยวปีที่ผ่านมา และเมื่อเกษตรกรทำตามสัญญา ลดการเผาอ้อยได้จริง รัฐบาลก็ต้องทำตามคำมั่นเช่นกัน โดยมีการจ่ายเงินสนับสนุนให้กับเกษตรกรที่ตัดอ้อยสดในอัตรา 69 บาทต่อตันอ้อย

ทั้งนี้ เงินที่โอนเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เป็นวันแรก มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้รับเงิน 77,044 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 55 ล้านตัน เป็นเงิน 3,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60.94% ของเกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงิน” นายเอกนัฏกล่าว

นายเอกนัฏกล่าวว่า ทั้งนี้ มาตรการนี้ไม่ได้ใช้เงินภาษีประชาชน เพราะรัฐบาลกำลังผลักดันให้มีการนำใบอ้อยไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า และหากขายไฟฟ้าได้ในราคาที่เหมาะสม รายได้บางส่วนก็จะหมุนกลับเข้ามาสู่กองทุนเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในฤดูกาลถัดไป ทำให้กลไกสนับสนุนนี้เป็นระบบที่ยั่งยืน ไม่ต้องขอเงินงบประมาณใหม่ทุกปี

อนาคตของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย ควรปรับเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตแบบเดิม ไปสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่เน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการผลิตต้องไม่สร้างมลพิษ และต้องมีมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิต “น้ำตาลสีเขียว” ที่มีการควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ไร่ถึงโรงงาน ไม่เผาอ้อย ไม่สร้าง PM 2.5 และสามารถใช้เป็นวัตถุดิบต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือวัสดุชีวภาพ (Bioplastic)

“อ้อยเป็นพืชเกษตรชนิดเดียวที่กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลโดยตรงตามกฎหมาย พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในการประสานความร่วมมือระหว่างเกษตรกร โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานรัฐ เรามีระบบการประชุมร่วมและกลไกการตรวจสอบที่ชัดเจน เช่น การกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่า ต้องเป็นอ้อยสด 100% ถึงจะได้รับการสนับสนุน ซึ่งปีนี้เกณฑ์เข้มงวดขึ้นจากเดิม เพื่อให้การจ่ายเงินเป็นธรรมและโปร่งใส”

นายเอกนัฏกล่าวว่า สำหรับฤดูเก็บเกี่ยวถัดไป กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าลดอัตราการเผาอ้อยค่าเฉลี่ยทั่วประเทศให้ต่ำกว่า 14% โดยอาศัยแรงจูงใจจากผลลัพธ์ของปี 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรสามารถปรับตัวและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จริง หากได้รับแรงสนับสนุนที่เหมาะสมจากภาครัฐ