ประธานหอการค้าไทย มองเศรษฐกิจไทย โอกาสฟื้น รอปรับประมาณการณ์อีกครั้ง พ.ย. 2568 นี้ เหตุส่งออกดี-ได้รัฐบาลอำนาจเต็ม ชี้ปี 2569 ต้องเร่งเจรจาภาษีสหรัฐ และฟื้นเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน แนะรัฐบาลปลดล็อกกฎระเบียบไทยที่ล้าหลัง สกัดคอร์รัปชัน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวระหว่างงานประกาศผลและมอบรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กรประจำปี 2568 “CEO Econmass Awards 2025” และงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 หัวข้อ “The Future Direction of Thailand : เมื่อโลกเปลี่ยน…ประเทศไทยไปทางไหน?” ในเวทีเสวนา “พลิกเกมสู้เศรษฐกิจโลกป่วน จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในเดือน ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา ได้ประมาณการเศรษฐกิจไทยล่าสุด GDP ปี 2568 ไว้ที่ 1.8-2.2% และการส่งออกที่ 2.5% เงินเฟ้อ 0 – 0.5%
แต่ทั้งนี้ ยังคาดว่าการส่งออกทั้งปีมีแนวโน้มดีมีโอกาสโต 2.5% และอาจทำได้ถึง 5% ซึ่งจะมีคนต่อการปรับประมาณการ GDP อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ซึ่งจะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย
ขณะที่ การคาดการณ์ปี 2569 จากการที่เรามีรัฐบาลใหม่ที่สามารถบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ มีทีมเศรษฐกิจจากคนนอกเข้ามาช่วย ถือว่าคงขับเคลื่อนได้ดีกว่าช่วงรัฐบาลรักษาการ เพราะอำนาจที่มีเยอะกว่า แต่กรอบ 4 เดือนที่รัฐบาลกำหนดไว้ ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่รับฟังข้อเสนอของภาคเอกชน และนำไปกำหนดออกนโยบายระยะสั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดี และจะเป็นการหาทางออกของประเทศได้โดยเร็ว
ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องจับตาในปี 2569 คือ การขับเคลื่อนการเจรจาภาษีไทยกับสหรัฐ หากสามารถคลี่คลายประเด็นเรื่องการลงนาม MOA และผ่านสภาสหรัฐได้สำเร็จ พร้อมทั้งมีการกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบในภูมิภาค (RVC) ที่ชัดเจนจะช่วยให้การส่งออกสินค้าไทยกลับไปสู่ระดับเดิมได้ เนื่องจากคู่แข่งในภูมิภาคส่วนใหญ่ก็มีอัตราภาษีใกล้เคียงกันประมาณ 19-20%
ส่วน FTA ไทย-EU มั่นใจว่าจะสามารถเจรจาในรายละเอียดได้จบภายในสิ้นปี 2568 ถึงต้นปี 2569 แต่ขั้นตอนที่ต้องไปผ่านสภาของ EU ที่มี 27 ขั้นตอน เชื่อว่าจะต้องใช้เวลา ส่วนของไทยหากต้องมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า ก็จะเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องติดตาม แต่เชื่อว่าหากเรื่องนี้จบจะช่วยยกระดับตัวเลขส่งออกของไทยได้พอสมควร
นอกจากนี้ เรื่องของการท่องเที่ยว ยังน่ากังวลหลังตัวเลขนักท่องเที่ยว ณ สิ้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทำได้เพียง 21.5 ล้านคน ต่ำกว่าประมาณการถึง 3-4% เทียบกับปีที่แล้ว ทางเอกชนจึงขอเสนอรัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่น และดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาอย่างเร่งด่วน เพราะจีนหายไปมากพอควร ดังนั้นนายกฯ น่าจะหาโอกาสไปจีนโดยด่วน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนเดินทาง เนื่องจากส่วนใหญ่มักนิยมท่องเที่ยวตั้งแต่เดือน ต.ค.ถึง มี.ค.
ดร.พจน์ กล่วอีกว่า สิ่งที่ต้องการให้ประเทศไทยต้องเร่ง คือ การ Unlocking และ Transform เพื่อให้ประเทศพร้อมรับต่อโลกที่กำลังเปลี่ยน โดยเฉพาะเรื่องการค้า รองรับเทคโนโลยี AI เรื่องภูมิศาสตร์การค้า ที่เป็นกติกาการค้าของโลก
“ไทยต้อง Unlocking ตัวเองให้แข่งขันได้ คือปลดล็อกกฎระเบียบ ยกเลิกและแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลัง กฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนเป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน รวมไปถึงปลดล็อกกำลังซื้อประชาชนและธุรกิจฐานราก ขยายโอกาสการเข้าถึง สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และระบบค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อฟื้นฟูกำลังซื้อของประชาชนและธุรกิจฐานรากและปลดล็อกการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ เร่งรัดการเจรจา FTA ที่เหลืออยู่ เช่น FTA ไทย-อาเซียน-แคนาดา”
อย่างไรก็ดี เรายังต้องการทำให้ระบบเศรษฐกิจโปร่งใส ปราศจาก Corruption การทุจริต เพราะคอร์รัปชัน คือ มะเร็งร้ายของประเทศ ลดความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใน และสร้างปัญหาอย่างมากต่อการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ โดยขณะนี้หอการค้าไทยได้ร่วมกับองค์กรภาคีภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศ
อีกทั้ง ขอเสนอให้รัฐบาลประกาศ Zero Corruption เป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ และพรรคการเมืองที่จะลงเลือกตั้งครั้งต่อไป ขอให้นำเรื่อง Zero Corruption มาเป็นนโยบายหลักในการหาเสียง เป็นนโยบายของรัฐในการบริหารประเทศ เชื่อว่าหากดำเนินการตามนโยบายนี้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมาก