Skip to content

ปตท.ปั้นกระแสเงินสดเพิ่มอีก 1 แสนล้าน ย้ำลงทุนเน้นชัวร์รับเศรษฐกิจผันผวน

19 พ.ย. 2568 | 19:11น.
ปตท.ปั้นกระแสเงินสดเพิ่มอีก 1 แสนล้าน ย้ำลงทุนเน้นชัวร์รับเศรษฐกิจผันผวน

ปตท.ตั้งเป้าปั้นกระแสเงินสดเพิ่ม 1 แสนล้าน ภายในปี 2569 เผยวางกลยุทธ์ลงทุนเน้นชัวร์ ไม่หวือหวารับเศรษฐกิจผันผวน 

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ปตท. จึงมุ่งเน้นในสิ่งที่มีความถนัด ลดบทบาทธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักภายใต้กลยุทธ์เร่งสร้างความแข็งแรงและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

ในธุรกิจ Hydrocarbon ควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก ปตท. สามารถผลักดันผลสำเร็จเพิ่มเติมตามแผน กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ขยายการสำรวจและผลิตในแหล่งใหม่ พร้อมลงทุนในโครงการต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเติม ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย เอ 18 ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติหลักที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าบริเวณภาคใต้ของไทย และร่วมลงทุนในโครงการแอลจีเรีย ทูอัท

ในทวีปแอฟริกา อีกทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ระยะที่ 2 ขณะที่ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สามารถทำการค้าและการลงทุน LNG ใน 9 เดือนแรก ปี 2568 ได้กว่า 2.2 ล้านตัน และอยู่ระหว่างลงนามสัญญา LNG ระยะยาว 1.6 ล้านตัน ในขณะที่การปรับพอร์ตกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ระหว่างการหารือกับ potential strategic partners ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผน

ทั้งนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทเรือธง (Flagship) รองรับบริบทธุรกิจ ที่เปลี่ยนแปลง แสวงหาหุ้นส่วนทางธุรกิจในระยะยาวที่สร้างมูลค่า และยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักในบริษัท Flagships ควบคู่กับการควบคุมใช้จ่ายและบริหารหนี้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย แสวงหาหุ้นส่วนทางธุรกิจในระยะยาวที่สร้างมูลค่า และยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักในบริษัท Flagships

ขณะที่ทิศทางการลงทุนปี 2569 เน้นการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในธุรกิจต่างๆ ส่วนสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโดยเฉพาะนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เตรียมการรองรับอยู่แล้ว ซึ่งกรณีของสหรัฐมีการปรับนโยบายตลอดเวลาเช่นเดียวกับสถานการณ์ความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนก็มีแผนรองรับอยู่แล้วเช่นกัน โดยปตท.อยู่ระหว่างการพิจารณางบและแผนลงทุนปี 2569 คาดว่าจะพิจารณาเสร็จภายในปีนี้

“ปตท.ตั้งเป้าหมายมีกระแสเงินสดเพิ่มอีก 100,000 ล้านบาท ในปี 2569 เพื่อรองรับการลงทุนและสภาพคล่องในระยะยาว จากปัจจุบัน สามารถรักษาการดำเนินงานตามแผนได้ในทุกมิติ ทำให้มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นในระดับที่แข็งแกร่ง 413,718 ล้านบาท“

นายคงกระพัน กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินการธุรกิจปตท.ในปี 2568 ในช่วง 9 เดือน มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่

1. การบริหารความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านโครงการ P1 และ D1 สร้างผลประโยชน์รวมทั้ง 2 โครงการประมาณ 3,634 ล้านบาท

2. MissionX ยกระดับการทำ Operational Excellence ปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ โดยวางเป้าเพิ่ม EBITDA ทั้งกลุ่ม ปตท. ปีนี้รวม 10,000 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงาน 9 เดือนของปีนี้มีมูลค่าประมาณ 8,332 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 30,000 ล้านบาท ภายในปี 2570

3. ขับเคลื่อน Digital Transformation (AXIS) โดยผลักดันการนำ Digital Tools/AI มาใช้ในองค์กรเพื่อสร้างประสิทธิภาพในด้านต่างๆ วางเป้าเพิ่ม EBITDA ปีนี้รวม 200 ล้านบาท มีผลการดำเนินงาน 9 เดือนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 155 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572

4. Asset Monetization (A1) การบริหารสินทรัพย์เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดของกลุ่ม ปตท. ทำให้ฐานะการเงินแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และ5. Financial Excellence (F1) บริหารการเงินที่ตอบโจทย์ธุรกิจและเพิ่มมูลค่าองค์กร ทำให้กลุ่ม ปตท. สามารถรักษาการดำเนินงานตามแผนได้ในทุกมิติ โดยมี EBITDA 9 เดือนแรกจำนวน 257,957 ล้านบาท และมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นในระดับที่แข็งแกร่งจำนวน 413,718 ล้านบาท รองรับการลงทุนและสภาพคล่องในอนาคต

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 โดย ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 19,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,460 ล้านบาท หรือร้อยละ 21.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยหลักเป็นผลจากการทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการและมาตรการลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งการรับรู้กำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ของบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยในอนาคต

ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือนปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 64,632 ล้านบาท ลดลง 16,129 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.0 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากระดับราคาน้ำมันและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ถูกกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการเชิงรุก อาทิ EBITDA Uplift, Asset Monetization, การควบคุมค่าใช้จ่ายและการบริหารหนี้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กลุ่ม ปตท. สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายในทุกมิติ สร้าง Profit Enhancement รวมกว่า 15,000 ล้านบาท